
หลักฐานชัด!ยกเลิกทีมข่าว7สีไปกัมพูชา
เปิดหลักฐานสำนักโฆษก 'ยิ่งลักษณ์' สั่งยกเลิกทีมข่าวช่อง7 สกัดไปกัมพูชา ด้าน 'สมจิตต์' ท้า 'สุรนันทน์' ผ่านเฟซบุ๊ค เปิดเทปสัมภาษณ์นายกฯ พิสูจน์เดินหนีคำถาม 'พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล' หรือไม่
31 มี.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเผยแพร่ภาพข่าว จากเว็บไซต์ prasong.com โดยภาพดังกล่าว เป็นหนังสือของสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อ้างความไม่พร้อมของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้าของทีวีพูล ซึ่งได้มอบหมายให้สถานีโทรทัศน์ช่อง7สี ไปทำข่าวการประชุมสุดยอดอาเซียนในระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2555
ทั้งนี้ในทีมข่าวล่วงหน้านี้ มี สมจิตต์ นวเครือสุนทร ที่เคยถามคำถามที่ไม่ถูกใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯรัฐมนตรี จนถูกกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมขับไล่มาแล้วรวมอยู่ด้วย
ล่าสุดหลังจากที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ทวิตตอบนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เกี่ยวกับกรณีสำนักโฆษกมีหนังสือถึงผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ให้ยกเลิกการเดินทางไปทำข่าวภารกิจนายกรัฐมนตรีระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 20 ที่กัมพูชาของ นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวช่อง 7 โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงการทำงานของนางสาวสมจิตต์ ว่า มีความลำเอียงและมีเป้าหมายแอบแฝงในการทำหน้าที่ ทำให้นางสาวสมจิตต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวตอบโต้นายสุรนันทน์ มีข้อความดังนี้
ถึง คุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรี คุณสุรนันทน์ น่าจะขาดความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงคำว่า "จริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ" จึงได้ชี้แจงเช่นนี้ ซึ่งจะขออธิบายทีละข้อตามที่คุณสุรนันทน์โพสต์ตอบโต้คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดความสับสนได้
1.นรม. (นายกรัฐมนตรี) ไม่ได้ลุกหนีครับ ผู้ถามไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ อ้างว่าจะมีการประชุมที่ไม่มี และถึงช่วงจบการสัมภาษณ์แล้วด้วยครับ
- เปิดเทปมาสเตอร์พิสูจน์ในกรณีนี้ได้ค่ะว่า นายกรัฐมนตรี เดินหนีหรือไม่ หลังจากมีคำถามเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ถ้าถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์น่าจะได้คำตอบว่า นายกฯไม่ได้ลุกหนีทันทีแต่แสดงท่าทีชัดเจนว่าอึดอัด ไม่ต้องการตอบ พร้อมกับอธิบายว่าเรื่องนี้ไม่มีในการประชุม คุณสุรนันทน์อยู่ในเหตุการณ์ย่อมทราบดีว่า เมื่อนายกฯยืนยันเช่นนั้น ดิฉันก็ได้เรียนถามท่านว่า ถ้าไม่มีวาระแล้วทำไมจึงปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ให้กับนักข่าวเพื่อเตรียมข้อมูลในการตั้งคำถามโดยอ่านข้อความในเอกสารด้วยว่า "เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะมีคณะกรรมการที่รมว.ต่างประเทศทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้เจรจา" ดังนั้นการกล่าวหาว่าดิฉันไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอจึงเป็นการกล่าวเท็จ
2.ครับ แต่ขณะเดียวกันขอให้ทางผู้บริหารสื่อช่วยให้ความเป็นธรรมและให้เกียรติ นรม. ด้วย เพื่อการทำงานร่วมกันที่ดี ไม่ขัดแย้ง
คุณสุรนันทน์ ควรจะขยายความด้วยว่า ผู้บริหารไม่ได้ให้ความเป็นธรรมและไม่ให้เกียรตินายกรัฐมนตรีอย่างไร เพราะในสถานการณ์นั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้บริหาร เว้นแต่ว่ามีการติดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้บริหารทำตามความต้องการบางอย่างแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไม่ใช่ประเด็นการให้เกียรติแต่เป็นการยืนหยัดไม่ให้การเมืองแทรกแซงช่อง 7 หรือว่าในความคิดของคุณสุรนันทน์ สื่อที่แทรกแซงได้เท่านั้นที่จะเรียกว่าให้ความเป็นธรรมและให้เกียรตินายกฯ ซึ่งดิฉันไม่คิดว่าจะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามวิถีประชาธิปไตย
3.ถ้าคนทำหน้าที่ไม่แสดงความลำเอียงจนออกนอกหน้าก็อาจถือว่าเป็นการให้เกียรติได้ แต่ถ้าตั้งเป้าแอบแฝงจะทำหน้าที่ได้ดีหรือ?
การจะกล่าวหาว่าคนทำหน้าที่ซึ่งในที่นี้ย่อมหมายถึง ดิฉัน แสดงความลำเอียงจนออกนอกหน้าแบบลอยๆ โดยไม่มีการพูดถึงรายละเอียดของเหตุการณ์นั้น ถือว่าเป็นการกล่าวหาด้วยอคติอย่างชัดแจ้ง. เพราะในระหว่างการสัมภาษณ์ เมื่อนายกฯเดินมา นักข่าวทุกคนก็ลุกขึ้นรอให้นายกฯนั่งก่อนแล้วจึงนั่งตาม นี่คือพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติหรือ
ในการตั้งคำถามมีประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด การเตรียมความพร้อมของไทยสู่ประชาคมอาเซียน และกรณีพื้นที่ทับซ้ิน ซึ่งยืนยันว่าปรากฏอยู่ในเอสาร มีเรื่องไหนที่คุณสุรนันทน์เห็นว่าเป็นการตั้งเป้าแอบแฝง?
ทั้งนี้ มาตรา 46 บัญญัติว่า พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็น สาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบ วิชาชีพ
อย่างไรก็ตามดิฉันขอบคุณที่คุณสุรนันทน์ กรุณาชี้แจงที่ทำให้สังคมเกิดความกระจ่างว่า "รัฐบาลได้แทรกแซงไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกัมพูชาเพื่อปฏิบัติภารกิจนายกรัฐมนตรีจริง ด้วยเหตุผลจากความรู้สึกอคติของคุณสุรนันทน์ที่มีต่อตัวดิฉัน ดังที่ได้ชี้แจงในข้างต้น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 46 การกล่าวอ้างว่าทางกัมพูชามีหนังสือแจ้งลดจำนวนสื่อมวลชน และปัญหาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องเท็จ
ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณสุรนันทน์ จะวางกรอบ จริยธรรมในการประกอบอาชีพการเมืองอย่างไร แต่สำหรับดิฉันซึ่งทำงานสื่อมาเกือบ 20 ปี ยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ว่าต้องสืบค้นความจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่ตั้งคำถามเพื่อให้ผู้มีอำนาจสบายใจ และไม่เคยนำความรู้สึกสอดแทรกในเนื้อหาข่าว ซึ่งคุณสุรนันทน์สามารถตรวจสอบข่าวโปรโมทภารกิจนายกฯที่ดิฉันเขียนไว้ล่วงหน้าและปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว เพื่อพิจารณาว่าในเนื้อข่าวดังกล่าวมีส่วนใดที่แสดงถึงความลำเอียงหรือว่าเป็นการนำเสนอตามข้อเท็จจริงผ่านบทสัมภาษณ์ที่ได้เท่านั้น
นางสาวสมจิตต์ ยังได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของนายประสงค์ เลิศวิสุทธิ์ เจ้าของเว็บไซต์ประสงค์ดอทคอม ที่ตั้งคำถามกับนายสุรนันทน์ มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ค มีข้อความดังนี้
prasong_lert ถาม ตกลงขอให้เปลี่ยนตัวนักข่าวจริงหรือเปล่าครับ ตอบตรงประเด็นหน่อย
สุรนันท์ ตอบ ไม่ชอบ แต่ใครจะไปกล้าสั่ง ใหญ่ๆกันทั้งน้้น
นางสาวสมจิตต์ ระบุด้วยว่า คำตอบของคุณสุรนันทน์ คงชัดเจนนะคะว่า ใครกันแน่ที่มีอคติ และใช้อคตินั้น ตัดสินคนทำงานสื่อสารมวลชน
...................
(ที่มาภาพหนังสือ : www.prasong.com)



