
DSIแฉยาซูโดทะลักผ่านสุวรรณภูมิ
'ดีเอสไอ' แฉยาซูโดทะลักเข้าไทยผ่านสุวรรณภูมิ 83 เปอร์เซ็นต์ ปูดไอ้โม่งอักษรย่อเอี่ยวอดีตรมว.สธ. ด้าน อย.เล็งยุตินำเข้ายาแก้หวัด พบ 2 บริษัทไทยสั่งออเดอร์ยาเพียบ
31 มี.ค.55 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชน มีการจัดราชดำเนินเสวนาหัวข้อ"ชำแหละยาซูโดล่องหน ใครต้องรับผิดชอบ" โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันและปราบปราม ฟื้นฟูและเยียวยาด้านยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข และนายประพนธ์ อางตระกูล ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ร่วมการเสวนา
นายธาริต กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อมูลการลักลอบการนำเข้ายาแก้หวัดซูโดอีเฟรดีนออกจากระบบสาธารณสุขหรือโรงพยาบาล 17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ เป็นการลักลอบไม่ผ่านระบบศุลกากร ซึ่งพบว่าเป็นการหิ้วผ่านมาทางด่านสนามบินสุวรรณภูมิ และการลักลอบนำเข้าไม่ได้แค่ผ่านสุวรรณภูมิเท่านั้น แต่มีผ่านทางชายแดนทางใต้ด้วย ดังนั้น ต้องมามุ่งแก้ไขปัญหาในส่วนของการลักลอบผ่านศุลกากรด้วยไม่ใช่แก้ไขเฉพาะปัญหาการลักลอบผ่านระบบสาธารณสุขอย่างเดียว
"การลักลอบผ่านทางสนามสุวรรณภูมิถือว่ามีความน่าสงสัยอย่างมาก และกระบวนการการลักลอบก็มีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีหลายประเทศไม่ได้ควบคุมการส่งออกยาอย่างเข้มงวด ทำให้มีการหิ้วยาซูโดเหมือนกับหิ้วเครื่องสำอางหรือโสมสกัด ซึ่งระบบการดูแลของศุลกากรและคณะกรรมการควบคุมอาหารและยา (อย.)ก็มีปัญหาในส่วนของเจ้าหน้าที่ กระเป๋าหนึ่งใบสามารถหิ้วได้ประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนเม็ด" นายธาริต กล่าว
นายธาริต กล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลชื่อย่อเป็นข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากสาธารณสุข ทางดีเอสไอได้ตั้งสมมติฐานเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.อาจเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันยาและส่งมอบไปเพื่อสู่การผลิตยาเสพติด 2.แบ่งปันผลประโยชน์เรื่องคอมมิชชั่น และผลตอบแทนพิเศษในรูปแบบต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้มีนัยสำคัญแน่นอน โดยอักษรย่อดังกล่าวเชื่อมโยงกับผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่อดีตรัฐมนตรีลงมา จึงอยากให้คนที่ร่วมกระทำความผิดและอยากกลับขอให้มาให้ข้อมูลกับดีเอสไอโดยจะถูกกันไว้เป็นพยาน
"ความเกี่ยวข้องกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลดีเอสไอก็ไม่ทิ้งประเด็น ต้องพิสูจนต่อไป แต่ต้องการได้ปลาใหญ่ ไม่ใช่แค่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพราะตัวอักษรย่อเชื่อมโยงกับผู้ใหญ่ในกระทรวง และอดีตรัฐมนตรี ไม่อยากได้ปลาซิลปลาสร้อยแค่คนคุมห้องยาเท่านั้น" นายธาริต กล่าว
นายประพนธ์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ผ่านการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านหู ตา คอ จมูก กุมารเวช และ อายุรเวช ทำให้มีความเห็นเบื้องต้นแล้วว่ายาสูตรผสมซูโดต่อไปอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในระบบยาของประเทศอีก แต่จะบริหารยาซูโดที่คงคลังให้หมดโดยจะให้ขายต่อไปอีก 1 ปี ถ้าไม่หมดยาดังกล่าวที่เหลืออยู่จะทำลายทิ้งและในอนาคตจะไม่นำเข้าอีกต่อไป แต่จะใช้ยาฟีนิลเอฟรีนทดแทน ซึ่งยาตัวนี้นำไปผลิตเป็นยาเสพติดได้ยากเพราะมีกระบวนการซับซ้อนและเสี่ยงกับต่อการระเบิดในระหว่างผลิตจึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก
สำหรับประเทศที่มีการส่งออกยาตัวนี้มีสองประเทศหลักๆแต่ไม่สามารถเปิดเผย ได้เพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์ โดยมีประเทศหนึ่งได้ทำการลักลอบส่งออกมาที่ไทยถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่ชายแดนติดกับเรามีประมาณการลักลอบ 3-4ล้านเม็ดตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โดยไทยได้แจ้งไปยังอย.ของประเทศเหล่านี้แล้วเพราะมีบริษัทในไทยไปทำออเดอร์ผูกพันกับผู้ผลิตยาในประเทศเหล่านั้นตรงนี้ได้ประสานดีเอสไอไปแล้ว
ขณะนี้การตรวจสอบตัวเลขยาใต้ดินยังไม่สามารถตรวจได้ทั้งหมด ยาเหล่านี้ประเทศรอบบ้านยังใช้อยู่ทั้งสิ้น หากมองว่าสารพวกนี้นำไปผลิตยาเสพติด โอกาสที่เราจะใช้ยาดี ๆ ก็มีน้อยลง เพราะต้องยกระดับการควบคุมไปหมด ทั้งนี้ในวันจันทร์จะมีการเสนอเรื่องให้ยกระดับยาวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ให้นายวิทยา บูรณศิริ ลงนามประกาศ เพื่อประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา ในการบังคับใช้ต่อไป
"สำหรับการลักลอบนำเข้ายาซูโดอย่างผิดกฎหมายจากต่างประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพื่อหลบหนีกฎหมาย เช่น ถ้าช่วงไหนที่ประเทศไทยมีการเข้มงวดจะมีการเปลี่ยนเส้นทางยาซูโดไปลงที่ประเทศอื่นก่อนมาลงที่ประเทศไทย หรือในช่วงที่หน่วยงานรัฐกำลังเพ่งเล็งมาที่สนามบินสุวรรณภูมิจะพบว่าได้เปลี่ยนไปลงที่สนามบินอื่น ๆ แทน" นายประพนธ์ กล่าว
ขณะที่นายพสิษฐ์ กล่าวว่า เท่าที่คณะทำงานได้ลงพื้นที่เป็นเพียงการสอบสวนเบื้องต้นเท่านั้น พบว่าระบบของสาธารณสุขเกิดมาจากบุคคลไม่ได้จากระบบ เพราะมั่นใจว่าระบบการควบคุมดีอยู่แล้วแต่คนต่างหากมีปัญหา ซึ่งคนที่ก่อปัญหาจัดอยู่ในกลุ่มระบบปฏิบัติการอ้างสิทธิเบิกยาแต่สุดท้ายเป็นสต๊อกว่างเปล่า หรือเมื่อยามาถึงโรงพยาบาลจริงแต่ขนยาออกไปเลย หรือใช้เงินของตัวเองซื้อแต่อ้างสิทธิ์โรงพยาบาลจนทำให้เกิดสต๊อกลมขึ้น
นายพสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้การตรวจสอบยังพบกระบวนการทำลายน้ำหนักพยานเพื่อตัดตอนคดี และในชั้นการตรวจสอบนี้ขอให้คำยืนยันว่าจะไม่มีอะไรมาสั่งให้คณะทำงานหยุดการทำงานได้ โดยถ้าพบคนในรัฐบาลหรือต่างพรรคมีความเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเอาผิดทั้งหมดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
"เริ่มมีกระบวนการทำลายน้ำหนักพยานแต่คณะทำงานของผมหากพบเจออะไรก็รายงานแบบนั้น และไม่มีอะไรมาสั่งได้ แต่เชื่อว่าตอนนี้มีการทำลายหลักฐานเกลี้ยงแล้ว ส่วนหากการตรวจสอบพบว่าเป็นพรรคเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบ หรือถ้าเป็นคนละพรรคก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน" นายพสิษฐ์ กล่าว



