ข่าว

 'พุน้ำร้อน'โกอินเตอร์โรงพักยุคเสรีอาเซียน

'พุน้ำร้อน'โกอินเตอร์โรงพักยุคเสรีอาเซียน

01 เม.ย. 2555

'พุน้ำร้อน'โกอินเตอร์โรงพัก...ยุคเสรีอาเซียน : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.โชต วีรเดชกำแหง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี โดย พัฐอร พิจารณ์โสภณ

               นับถอยหลังไม่ถึง 3 ปี ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนจะพร้อมใจกันปลดล็อกประตู ก้าวสู่ "ประชาคมอาเซียน" อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 นี้ "กาญจนบุรี" เป็นหนึ่งในจังหวัดชายแดนไทยฝั่งตะวันตกติดกับประเทศพม่า ซึ่งกำลังเนื้อหอมจากการเปิดประเทศ ทำให้นักลงทุนชาติต่างๆ กำลังหมายตาจับจองพื้นที่ลงทุนในดินแดนที่ยังอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ พื้นที่เศรษฐกิจชายไทย-พม่าก็พลอยคึกคักไปด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจเข้ามา ก็ย่อมมีปัญหาต่างๆ ติดตามเข้ามาด้วย โดยเฉพาะปัญหาด้านอาชญากรรมข้ามชาติ พล.ต.ต.โชต วีรเดชกำแหง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี จะนำทัพรับมือกับปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไร ?
 
- มีความพร้อมในการเปิดบ้านต้อนรับประชาคมอาเซียนเพียงใด
 
               เราเตรียมตัวมาได้ระดับหนึ่งแล้ว โดยเริ่มจากปรับการทำงานของ "สายตรวจตำบล" ซึ่งคอยทำหน้าที่รับแจ้งเหตุตามจุดต่างๆ ในเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความต่างๆ และจุดรับแจ้งเอกสารหาย เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมายังโรงพักที่ใช้ระยะเวลานาน ขณะนี้เรามีตู้ยาม 84 แห่ง ปกติจะมีตำรวจ 4 นาย คอยรับแจ้งเหตุและเป็นสายตรวจด้วย ขณะเดียวกัน เราได้รองรับให้ดาบตำรวจที่อายุ 53 ปีขึ้นไป ที่ผ่านการอบรมเป็นนายร้อยตำรวจ ทั้งหมด 253 นาย นำมาคัดและอบรมเพื่อยกระดับเป็นหัวหน้าที่ทำการสายตรวจตำบลที่ทำการละ 2 นายสลับกันเข้าเวร โดยจะต้องผ่านการอบรมข้อกฎหมาย คอยไกล่เกลี่ย และที่สำคัญภายในตู้ยามของสายตรวจตำรวจ ทุกที่ทำการจะต้องมีอินเทอร์เน็ต เมื่อประชาชนมาใช้บริการหรือสอบถามข้อมูลใดๆ ก็จะมีคอมพิวเตอร์และกล้องเพื่อลิงค์มายังโรงพักในพื้นที่นั้น ทำให้ประชาชนสะดวกมากขึ้น นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรากำลังปรับปรุงอยู่เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้
 
-   การทำงานของสายตรวจตำบลได้ผลเป็นที่น่าพอใจเพียงใด
 
               อยู่ในขั้นดี แต่การตั้งที่ทำการสายตรวจตำรวจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เรามีความตั้งใจจะเปิดสถานีตำรวจแห่งใหม่อีกแห่ง เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน คือ  "สถานีตำรวจภูธรพุน้ำร้อน" ซึ่งจะเปิดตรงด่านพุน้ำร้อนที่เป็นเส้นทางออกไปยังเมืองทวาย ประเทศพม่า จะมีท่าเรือน้ำลึกที่กำลังสร้างอยู่ และจะมีถนนเส้นใหม่ไปยังทวายโดยไม่เสียเวลาอ้อมไปยังมลายู ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณพุน้ำร้อน จะอยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของ สภ.เมืองกาญจนบุรี แต่มีระยะห่างจากที่ตั้งตัวสถานีตำรวจไป 70 กิโลเมตร และห่างไปอีกเพียง 100 กว่ากิโลเมตร ถึงจะไปยังท่าเรือน้ำลึกที่ไว้คอยรับส่งสินค้าจากเรือส่งสินค้า ในอนาคตเชื่อว่า จ.กาญจนบุรี จะกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก
 
- ตำรวจที่จะมาประจำที่โรงพักพุน้ำร้อนต้องมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร
 
               อันดับแรกต้องพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และมีรู้ด้านกฎหมายอย่างแม่นยำด้วย ผมคาดว่าโรงพักใหม่นี้ จะต้องมีตำรวจประจำการอยู่ประมาณ 300 คน เนื่องจากจุดนี้ มีการขนถ่ายสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล จึงต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ตอนนี้ กำลังขอการเปิดอัตรากำลัง ซึ่งมีการเขียนแผนร่วมกับทุกฝ่ายแล้ว เมื่อแผนอนุมัติแล้วก็จำเป็นจะต้องหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความสามารถให้ได้พร้อมก่อนที่จะสร้างโรงพักเสร็จ
 
- มองว่าในยุคเสรีอาเซียนจะเกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ๆ หรือไม่
 
               เมื่อมีความเจริญเข้ามาก็ย่อมต้องมีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เดิมคดีความส่วนใหญ่ จะเป็นเหตุการณ์ลักวิ่งชิงปล้นทรัพย์กันธรรมดา แต่เมื่อด่านพุน้ำร้อนเกิดขึ้น จะทำให้เกิดเมืองเศรษฐกิจ มีการขนย้าย ขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูง คนต่างชาติก็จะหลั่งไหลเข้ามาจนเกิดอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" อาทิ การฉ้อโกง, การลักทรัพย์สินจากตู้คอนเทนเนอร์, การปลอมบัตรเครดิต, ปลอมบัตรวีซ่า ทั้งนี้ พื้นที่เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เกิดจุดพักรถตรง อ.ท่าม่วง และ อ.พนมทวน เราต้องเพิ่มความเฝ้าระวังจับตาการก่อเหตุร้าย
 
               ผมเชื่อว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจะยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นมานานแล้วก็อาจจะรุนแรงขึ้น แต่ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะคนที่จะเข้ามาต้องมีพาสปอร์ตในการเข้ามา แต่ผมคาดว่าคงมีการเพิ่มเข้ามาทำงานในบ้านเราสูง เพราะค่าแรงบ้านเราเพิ่มสูงขึ้น และในพื้นที่นี้ อาจจะกลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง เนื่องจากเป็นเมืองท่าเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนปัญหายาเสพติดก็คงจะตามมาแน่นอน อาจจะลักลอบเข้ามากับการขนส่งสินค้าทางตู้คอนเทนเนอร์ก็อาจจะมากขึ้น
 
- อีก 3 ปีก็เปิดเสรีอาเซียน คิดว่าตอนนี้ตำรวจเมืองกาญจน์มีความพร้อมแค่ไหน 
 
               ตอนนี้ก็กำลังปรับตัวกันอยู่ จากตำรวจเคยดูแลนักท่องเที่ยวแบบเช้าชามเย็นชาม ก็ต้องตื่นตัวเรียนรู้ให้ทันกับเหตุการณ์ เราได้มีการสอนให้เขารู้จักเรื่องกฎหมายสากล, ใบขับขี่สากลเป็นอย่างไร, วิธีการดูสปอร์ต วีซ่า เวิร์กเพอร์มิต โอเวอร์สเตย์ เป็นอย่างไร คือต้องมีการจัดสอน ต้องรู้ทุกอย่างในเรื่องสากล ไม่ใช่แค่ในบ้านเรา ต้องให้ข้อมูลกับตำรวจมากที่สุด
 
               ที่ผ่านมา ก็จะให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)มาอบรมตำรวจของเรา เพื่อให้มีความรู้และเชี่ยวชาญในการตรวจสอบ ที่สำคัญเรื่องของภาษา ซึ่งเป็นปัญหามากที่สุด ตอนนี้ตำรวจทุกคนทุกจังหวัดต้องปรับตัว เรียนรู้เรื่องภาษาอังกฤษ ต้องพูดคุยให้คำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษได้ ทั้งนี้ หลายคนมองว่า หาก จ.กาญจนบุรี เป็นเมืองท่าแล้วจะมีสิ่งต่างๆ หลั่งไหลเข้ามานั้น เราต้องปรับตัวใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีเพื่อช่วยชาวต่างชาติ ถ้าไม่มีล่ามเราอาจจะลิงค์ส่งไปยังหน่วยที่เขาช่วยแปลให้ได้ และต้องมีศูนย์ช่วยเหลือชาวต่างชาติ เป็นสิ่งที่เราต้องทำและวางแผนแต่เนิ่นๆ เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันกาล
 
- ในส่วนกำลังพลของตำรวจมีเพียงพอในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนหรือไม่
 
               กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตอนนี้ไม่พอแน่นอน ซึ่งเป็นปัญหาทั่วประเทศ เราไม่มีชั้นประทวน ตอนนี้กำลังตำรวจเราน้อย ถ้าเปิดเสรีก็ต้องยิ่งใช้คนที่มีความสามารถ เราต้องปรับกำลังภายใน ต้องเพิ่มอีก 10-20 เปอร์เซ็นต์ และตำรวจชั้นประทวนก็ต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ต้องหาบุคคลที่มีความสามารถและบรรจุให้ตรงกับพื้นที่ที่จำเป็น มีการเปิดสอบรับให้คนที่มีความกระตือรือร้นแข่งขันกันเข้ามาสู่ตำแหน่งพวกนี้ ไม่ใช่วิ่งเต้นกันมา เพราะถ้าหากเขาดิ้นรนด้วยการสอบจะเป็นคนที่มีความตั้งใจในการทำงานมากกว่า ที่สำคัญควรจะเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ให้แก่ตำรวจยุคใหม่ ทั้งเทคโนโลยี สวัสดิการและผลตอบแทนที่ดี เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน
 
- หากเมืองกาญจน์เข้าสู่ยุคเสรีอาเซียน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
 
               ผมเชื่อว่า จ.กาญจนบุรี จะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากปกติจะรองรับนักท่องเที่ยวแต่เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นแล้ว จะมีทั้งการค้าและการท่องเที่ยว สังคมที่นี่จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ตอนนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มีการจัดงบ 4 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการสร้างศูนย์ราชการในพื้นที่บริเวณพุน้ำร้อน ให้เป็นจุดเดียวถึงกันหมด หรือที่เรียกว่า "One Stop Service"  อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เมื่อเข้ามาที่นี่ที่เดียวก็สามารถเดินถึงกันได้หมด ได้รับบริการทุกอย่าง รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็มาดูงานในการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้วในการที่จะสร้าง สภ.พุน้ำร้อน ด้วย
 
               ส่วนในแง่ของประชาชนในพื้นที่ เราก็พยายามสร้างชุมชนเข้มแข็ง ปีนี้คาดว่าจะสร้างชุมชนเข้มแข็งโดยมีตำรวจมาร่วมกับชุมชนเพิ่มอีก 90 ชุมชน เป็น 180 ชุมชน เพื่อช่วยจัดการปัญหายาเสพติด อาชญากรรมต่างๆ แล้ว ยังคอยให้ความรู้ในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแก่ชาวบ้านด้วย ว่าจะมีการสร้างและสังคมจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เพื่อให้เขาป้องกันสิ่งไม่ดีที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เขามีภูมิคุ้มกัน ส่วนชุมชนตามแนวชายแดน เราคิดจะทำชุมชนต่อต้านยาเสพติด อาจต้องทำงานร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ในประเทศพม่าด้วย เพื่อที่จะให้สามารถช่วยลดปัญหายาเสพติดได้ และในส่วนของตำรวจเอง ก็จะพยายามให้ความรู้โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน ที่สำคัญ เราจะพยายามทำให้ จ.กาญจนบุรีเป็นพื้นที่นำร่องในการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้ได้


..............

(หมายเหตุ : 'พุน้ำร้อน'โกอินเตอร์โรงพัก...ยุคเสรีอาเซียน : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.โชต วีรเดชกำแหง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี โดย พัฐอร พิจารณ์โสภณ)