
เปิดโลกวันอาทิตย์:มนต์ขลังรักทะเลทราย
เปิดโลกวันอาทิตย์ : มนต์ขลังรักทะเลทราย บาฮารียา แห่งอียิปต์ โดย...ดลหมาน ณ ไคโร
จุดหมายปลายทางในฝันจุดหนึ่งของนักท่องเที่ยวจากแดนดินถิ่นเจ้าพระยาก็คือแดนสฟิงซ์อียิปต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องมนต์เสน่ห์ทะเลทรายอันลึกลับ มากไปด้วยมนต์ขลังและแรงดึงดูดใจอันประหลาด นักท่องเที่ยวสาวหลายคนอยากจะขี่อูฐตะลอนไปตามทะเลทรายเผื่อจะมีโอกาสพบกับเจ้าชายฮัซซาร์ พระเอกในฝันผู้แสนเงียบขรึม ไว้องค์และเก็บความรู้สึกเก่งในนวนิยายเรื่อง "ความลับบนแหลมไซไน" ของ โสภาค สุวรรณ
"ดลหมาน ณ ไคโร" หนุ่มร่างกะทัดรัดจากพัทลุง แม้จะไม่หล่อเหลาเท่าเจ้าชายอัซซาร์ แต่เรื่องน้ำใจแล้วสู้เขาได้สบายมาก และพร้อมจะแบ่งปันความรู้ ความลึกลับและความงามอันแปลกประหลาดของทะเลทรายในอียิปต์ จากประสบการณ์กว่าสิบปีที่ตะลอนอยู่ในแดนดินถิ่นนี้จนเหมือนกับเป็นบ้านหลังที่สอง
ผู้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าโลกนี้มีทะเลอยู่สองชนิดเท่านั้น คือทะเลทราย และทะเลน้ำ แต่สำหรับอียิปต์แล้ว คุยนักคุยหนาว่าแท้ที่จริงมีสามทะเลต่างหาก โดยทะเลที่สามนั้นจะมีแต่ที่แดนสฟิงซ์แห่งนี้เท่านั้น นั่นก็คือทะเลแห่งความรู้ เพียงแต่ว่าคนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันนัก รู้เพียงแค่ว่าอียิปต์เป็นประเทศหนึ่งที่มีทะเลทรายอันสวยงามและมีความแตกต่างกันตามสภาพของพื้นที่และแรงลมในเขตนั้นๆ
ที่ดินแดนแห่งนี้มี โอเอซิสหรือสวรรค์สีเขียวกลางทะเลทราย อยู่ 6 แห่งด้วยกัน เริ่มจากทางตอนใต้ก่อนเลย คือ 1.Kharga Oasis 2.Dakhla Oasis 3.Farafra Oasis 4.Bahariya Oasis 5.Al fayyum Oasis 6.Siwa Oasis
แต่วันนี้ขอนำเสนอ Bahariya Oasis บะห์รียะห์ หรือ บาฮารียา ห่างจากไคโรประมาณ 385 กิโลเมตร ทะเลทรายแห่งนี้อาจมีความงามไม่ทะเลทรายแห่งอื่น หากแต่มีความหลากหลายกว่าที่อื่นๆ จึงเป็นจุดสนใจที่น่าเดินทางที่สุด จนทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย
การเดินทางในครั้งนั้น เราเดินทางโดยรถทัวร์แต่ต้องออกจากที่พักตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. สองข้างทางมีเพียงแสงไฟริมถนน แล้วค่อยๆ มืด จนมองอะไรไม่ค่อยเห็น นานๆ จะเห็นแสงไฟสักดวง แต่เมื่อตะวันเริ่มทอแสง เสียงบีบแตรรถก็ดังไปทั่วท้องถนน ซึ่งดูเหมือนเป็นธรรมเนียมของการขับรถในประเทศอียิปต์ไปแล้ว
หมอกขาวยามเช้าของปลายฤดูหนาว จนมองทางแทบไม่เห็น คนขับต้องชะลอความเร็วเพื่อความปลอดภัย จนกระทั่งแสงแดดแผดจ้าขึ้น ละอองหมอกก็ค่อยๆ กลั่นเป็นหยดน้ำฝน ติดกระจกรถดูแล้วสวยงามไปอีกแบบ จนกระทั่งเวลาประมาณ 07.30 น. รถโดยสารก็จะจอดเทียบหน้าร้านน้ำชา กาแฟ ริมถนนแบบชีวิตชนบทแท้ๆ ให้เราได้ลงไปยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำและรับประทานอาหารเช้ากันแบบง่ายๆ แต่สำหรับคนขับรถแล้ว อาหารหลักต้องชาร้อนๆ เท่านั้น ตามด้วยการอัดบุหรี่เต็มปอด
หลังจากอิ่มหนำกันถ้วนหน้า พวกเราก็เดินทางต่อ ตลอดเส้นทางมีแต่ทะเลทราย เนินทรายและภูเขาแห้งแล้ง ไม่มีแม้ต้นไม้แม้สักต้น กระทั่งสายจัดๆ ราว 10.30 น. จึงเริ่มเห็นความเขียวชอุ่มของพุ่มไม้และต้นไม้ริมสองข้างทางแต่ไกล แต่ก็ยังไม่ใช่ที่หมาย เพราะเพิ่งจะถึงเขตตัวเมืองบะห์รียะห์ เริ่มเห็นผู้คนเดินไปมาด้วยเสื้อผ้าชนบทแบบอาหรับ ผู้หญิงแต่งด้วยชุดดำเก่าๆ ปิดหน้า
รถโดยสารพาพวกเราไปหยุดที่ป้อมตำรวจตรวจคนเข้าเขตหมู่บ้านทะเลทราย หรือ อัล วะฮาต อัลบะห์รียะ ซึ่งถ้าเอ่ยว่า บะห์รียะห์ ไม่รู้ว่าที่ไหน แต่ถ้าบอกว่า อัลวะฮาต อัลบะห์รียะห์ อาหรับทุกคนจะรู้ว่านั่นคือที่แห่งนี้ หลังจากตำรวจตรวจดูความเรียบร้อยแล้วก็ต้อนพวกเราลงจากรถทัวร์ เพื่อเปลี่ยนเป็นรถจี๊ปคันงามที่จัดเตรียมไว้ นั่นหมายถึงความตื่นเต้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีที่ได้นั่งบนรถจี๊ปเพื่อท่องไปในทะเลทราย
ครั้นได้เวลาพร้อม รถจี๊ป 5 คัน นั่งคันละ 5 คน หรือไม่ก็ 7 คนแล้วแต่ขนาดของแต่ละคนก็เริ่มสตาร์ทเครื่องโดยมีจ่าฝูงอยู่แถวหน้าสุด เพื่อคอยนำทางและดูแลความปลอดภัยต่างๆ งานนี้ไม่ต้องกลัวโจรทะเลทรายเพราะกว่าตำรวจจะปล่อยให้เราหลุดโลกไปยังทะเลทรายนั้น มีการตรวจอย่างเข้มงวดและคนที่ขับรถจิ๊บคือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีในการให้บริการกับชาวต่างชาติและรู้เส้นทางของทะเลทราย และจุดสำคัญต่างๆ ดี จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยไม่ลอยแพกลางทะเลทรายอย่างแน่นอน
ขบวนคาราวานรถจี๊ปขับออกเดินทางอย่างเป็นระเบียบ เสียงเพลงในรถออกจะโบราณแต่ก็ได้บรรยากาศแบบอาหรับ คนขับหันมายิ้มแล้วบอกว่า “เราจะเริ่มบินกันแล้วนะ” นั่นหมายถึงต่อไปนี้ ถนนที่เราจะแล่นคือทะเลทรายแล้วล่ะ ทุกคนต่างตื่นเต้น จู่ๆ รถจี๊ปก็ลงจากถนนใหญ่มุ่งไปในทะเลทรายทันที ไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่กลางทะเลทรายจริงๆ เห็นแต่ทราย เนินทรายและภูเขา เสียงโอ..โฮ้ ..อู้...ไอ้หย่า...ดังมาเป็นระยะๆ เพราะความมันของคนขับ ทำเอาพวกเรานั่งกระโดดเหมือนขี่ม้าซะงั้น กะเวลาพอกับที่อาหารเช้าที่ตุนมาในท้องเริ่มย่อยหมด คนขับก็แวะจอดให้รับประทานอาหารเที่ยงที่จัดเตรียมไว้แล้วกลางทะเลทราย ลงจากรถก็ได้น้ำร้อนจากธรรมชาติล้างหน้าเรียกความสดชื่นกลับมาอีกครั้ง อาหารก็แสนจะธรรมดา เพราะการเดินทางกลางทะเลทรายห้ามกินอิ่มแบบหนักๆ จะเป็นภาระให้แก่ผู้อื่น ถ้าเกิดท้องเสียขึ้นมาท่าจะแย่ เพราะมีแต่ที่โล่งโจ๋งครึ่มขนาดนั้น
อิ่มแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ สิ่งแรกที่เห็นคือ ทรายที่รถแล่นอยู่จะเริ่มมีเม็ดหินสีดำเล็กๆ เต็มไปหมด ก่อนที่จะเห็นยอดเขาสีดำตั้งเด่นมาแต่ไกล นี่เองที่เขาเรียก Black Desert หรือทะเลทรายดำ ความสวยงามประหนึ่งภูเขาไฟที่เดือดเต็มที่แล้วลาวาก็ตกผลึกค้างคาเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน บริเวณนั้นจะมีก้อนหินสีดำกระจัดกระจายไปทั่วราวกับกระเด็นออกมาจากความร้อนที่เดือดระอุของยอดเขาดูแล้วน่าทึ่งยิ่งนัก
จากทะเลทรายดำๆ เส้นทางเริ่มจะมีแสงระยิบระยับมาแต่ไกล ใช่แล้วนี่แหละที่เขาเรียกว่า Crystal mountain หรือภูเขาแก้ว สถานที่แห่งนี้แม้จะไม่ใช่ภูเขาสูงมากนักและไม่เด่นเท่าภูเขาดำ แต่ง่ายต่อการเดินไปสัมผัสกับภูเขาเล็กๆ ด้วยมือของตัวเอง หินคริสตัลเรียงรายเป็นชั้นๆ บางลูกก็เหมือนหินย้อย เพราะด้วยกระแสแรงลมนานนับพันปีนี่เอง แสงแดดตอนเที่ยงสาดส่องมาที่หินระยิบระยับสวยจริงๆ
ชมความงามจนจุใจแล้วก็ขึ้นรถต่อ เริ่มสังเกตเห็นตลอดสองข้างทางมีเนินทรายสีเหลืองละเอียดและสูงลิบคล้ายๆ กันไปทุกที่ แต่หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ทะเลทรายสีเหลืองก็เริ่มโรยหน้าด้วยหินเล็กๆ สีดำ มองแล้วสวยอีกแบบ ยิ่งใกล้ก็ยิ่งแปลกเมื่อหินสีดำเป็นก้อนเล็กๆ เต็มไปทุกพื้นที่ รีบลงจากรถหยิบขึ้นมาดู แล้วทุกคนก็ต้องร้อง...อ๋อ...เพราะมันคือ Flower Stone หินรูปดอกไม้ มีลักษณะที่ต่างกัน แต่น่าแปลก รูปทรงเหมือนดอกไม้เป็นกลีบๆ กลมๆ ก็มี ทุกคนวิ่งเก็บเป็นที่ระลึกกันเป็นการใหญ่
สถานที่แห่งนี้เป็นที่ราบมีภูเขาแต่ไม่ได้เป็นภูเขาดอกไม้ นอกเสียจากพื้นทะเลทรายแห่งนี้เท่านั้นที่มีหินรูปดอกไม้ ถ่ายรูปกันจุใจแล้ว ก็ขึ้นนั่งบนรถจี๊ปกันต่อ เชื่อไหมว่าตอนนี้ ทุกคนต่างลืมความวุ่นวายของไคโร ลืมความเศร้าของอดีต ลืมทุกอย่างไปโดยไม่ตั้งใจ เพราะความแปลกใหม่ของทะเลทรายนี่เอง
ประมาณ 1 ชั่วโมงที่รถแล่นออกมาจากหินรูปดอกไม้ ทุกคนถึงกับตาค้างเมื่อภาพข้างหน้าที่เราเห็น ...โอ้...พระเจ้า... ลา อี ลา ฮา อิล ลัลลอฮ์...อะไรจะสวยงามอย่างนี้เมื่อสิ่งที่เราเห็นคือ ภูเขาหินอ่อน หลายลูกที่สูงใหญ่ อยู่ด้านล่าง นั่นหมายถึงเหมือนผมยืนอยู่บนยอดหน้าผาแล้วมองลงไปด้านล่างเห็นความชัดเจนของยอดเขาหินอ่อนทุกลูกในบริเวณแห่งนี้ แสงแดดอ่อนตอนบ่ายกระทบกับสีของภูเขาที่เหลืองอร่ามยิ่งทำให้ต้องมนต์ทะเลทรายเสียแล้วจริงๆโอ้...โอ... ที่แห่งนี้เขาเรียกว่าประตูสู่ทะเลทรายขาวใหม่ New White Desert
รถจี๊ปพาพวกเราตะลุยฝ่าพื้นทะเลทรายของทะเลทรายขาวยามที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี กองคาราวานรถจี๊ป 5 คันจึงจอดรถ ปักหลักที่พักแบบนอนนับดาวกันกลางทะเลทราย รวมทั้งทำอาหารกินกันสดๆ กลางทะเลทราย นั่นคือการย่างไก่ โดยใช้ไม้ฟืนที่เตรียมมาจากในเมืองเพราะหาไม้ฟืนไม่ได้ในทะเลทราย
อาหารมื้อนี้สุดแสนวิเศษ สลัดแบบง่ายๆ ตามด้วยแกงถั่วและไก่ย่าง กินไปหัวเราะกันไป ในขณะที่พวกเรานั่งกินกันอยู่นั้น หน้ากองไฟก็เริ่มมีการบรรเลงและการไหว้ครูของไกด์บาดาวี่ ความหมายเหมือนการขอบคุณที่ให้เราได้มาสนุกสนานกันอีกครั้งและขอบคุณบรรพบุรุษที่ให้ทะเลทรายอยู่คู่มาจนถึงพวกเขาในปัจจุบัน หลังจากนั้นก็กลายเป็นเพลงเต้นสนุกสนาน ก่อนจะแยกย้ายกันนอนโดยมีเบาะบางๆ ผ้าห่มเก่าๆ ให้คนละผืน นอนมองท้องฟ้าอย่างเงียบๆ คืนนี้มีดาวเป็นร้อยเป็นพันแล้วเธอ..มีฉัน..อยู่ในนั้นหรือเปล่า...
ตื่นนอนขึ้นมาอีกที เมื่อลมหนาวยามเช้าพัดผ่าน แสงแดดของดวงอาทิตย์เริ่มทอประกายสีทอง ผมขึ้นนั่งบนยอดเขาที่อยู่ไม่ไกลจากเต็นท์ มองลงมาด้านล่างเหมือนภูเขาตั้งอยู่กลางทะเลน้ำแข็ง ความเงียบสงบ และธรรมชาติที่สะอาดเกินจะอธิบายจริงๆ ควันไฟเริ่มส่งกลิ่นอายแห่งความอุ่นเข้าสู่จมูก ชา กาแฟ เริ่มทยอยในขณะที่ทุกคนเริ่มตื่นกันพร้อมหน้า เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และรับประทานอาหารเช้า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็รีบออกเดินทางกันทันที
แค่รถสตาร์ทออกเดินทางเพียงไม่ถึง 30 นาที ท้องฟ้าเริ่มสาดแสงอ่อนๆ ในตอนเช้า ทำให้สถานที่แห่งนี้เด่นชัดขึ้นและต้องตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าอีกครั้งกับเช้าวันใหม่...
ไอหยา...โอ้..โอ้ว... ภูเขาหินสีขาวผุดผ่องประดุจดังก้อนเมฆ มีรูปร่างแปลกประหลาดมากมาย เช่น รูปเห็ด ไก่ กระต่าย ไอศกรีม นี่คือธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างธรรมชาติของลมนับพันปี สถานที่แห่งนี้จึงดูขลังเหลือเกิน เรายังคงอยู่ในดินแดนของทะเลทรายขาว และค่อยๆ หมดความตื่นเต้นลงทีละนิด เนื่องจากค่อยๆ มาถึงทะเลทรายขาวเก่า หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Old white desert สถานที่แห่งนี้จะมีภูเขาหิน เนินหิน และมีรูปร่างไม่เด่นชัดนัก แต่ยังคงความเป็นสีขาวและเหมือนจะเป็นแผ่นหินขาวแทนทะเลทรายในบางพื้นที่
จนกระทั่งเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งเด่นชัดอยู่บนเนินทราย ใช่แล้วนี่คือ Old acacia tree ต้นไม้ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี เพียงต้นเดียวท่ามกลางทะเลทราย มีใบดกสีเขียวชอุ่มอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และนี่คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เราต้องมาให้ถึง แล้วก็มุ่งตรงสู่เมืองบะห์รียะห์อีกครั้งเพื่อเปลี่ยนรถทัวร์แล้วเดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านชาวบาดาวี่ อาหรับทะเลทราย ชมสวนอินทผลัมและรับประทานอาหารกลางวันก่อนที่จะมุ่งกลับไคโร
“ทะเลทรายแห้งแล้งยังหาน้ำได้ แต่ผมยังหาน้ำใจ คนสวยสักหยดไม่มี”
........................................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : มนต์ขลังรักทะเลทราย บาฮารียา แห่งอียิปต์ โดย...ดลหมาน ณ ไคโร)



