ข่าว

ป้องปราม'อุบัติเหตุ'บนท้องถนน

ป้องปราม'อุบัติเหตุ'บนท้องถนน

31 มี.ค. 2555

ป้อง ปราม 'อุบัติเหตุ' บนท้องถนน

                     หลังจากภัยจากสิ่งปลูกสร้างบนท้องถนนได้สร้างความกังวลให้คนใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ ไปหมาดๆ คราวนี้กระแสก็ทวนกลับเป็นปัญหาของตัวผู้ใช้เองจนได้ ด้วยสะท้อนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งรถแก๊สคว่ำส่งผลให้ต้องปิดจราจรและให้ผู้คนถอยห่างไกลจากเหตุการณ์ รถตู้เกิดอุบัติบนทางด่วนจนมีผู้เสียชีวตหลายคน ปิดท้ายกับรถขยะที่พุ่งชนเสาไฟฟ้า 8 ต้นสร้างความวุ่นวายให้กับการจราจรเป็นอย่างยิ่ง

                     เหตุการณ์เหล่านี้บอกกล่าวให้รู้ว่าเป็นเรื่องความประมาท ความไม่เข้มงวดกับระเบียบ ขาดวินัยในการขับขี่อย่างชัดเจน และเมื่อต้องหาทางออกของปัญหาจะเดินผ่านอย่างไร ลองฟังความคิดเห็นของคนในสังคม เริ่มจาก หนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ "ปาล์ม" ฐณส หงสนันทน์ ที่มักจะขับรถเองเป็นประจำกล่าวว่า การขับรถไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติหลังพวงมาลัยอย่าประมาทเป็นอันขาด เพราะการขับรถบนถนนสาธารณะจำเป็นต้องคำนึงถึงบุคคลอื่นบนถนนด้วย และการทำตามกฎจราจรทุกข้อเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนอาจจะมองข้าม

                     "การคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเวลาขับ หรือการขับรถตามความเร็วที่กำหนด เป็นกฎง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะลืมนึกถึง หรือบางครั้งเวลาที่เราขับรถกับเพื่อนๆ อาจจะมีคนอื่นยุให้เราขับเร็ว สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ อย่าลืมว่าถนนที่เราใช้เป็นถนนส่วนรวม การรักษากฎระเบียบเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมว่ากฎหมายเรื่องการจราจรของเราน่าจะดีอยู่แล้ว แต่ผมมองว่าเป็นเพราะคนมากกว่าที่ไม่รู้จักทำตามระเบียบเหล่านั้น ขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขับรถด้วยความคึกคะนอง ถ้าจะแก้ควรจะแก้ที่ตัวบุคคลมากกว่า อย่างผมจะขับความเร็วไม่เกิน 120 กม. / ชม. เร็วกว่านั้นผมรู้สึกว่ามันอันตรายเกินไปแล้ว แต่ความเร็วแบบนี้ส่วนมากจะขับเวลาไปต่างจังหวัดหรือบริเวณที่รถน้อยๆ มากกว่า" ปาล์ม กล่าว

                     ด้าน "นฉัตร" วัลเณซ่า เมืองโคตล มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2012 ออกตัวว่า ยังขับรถยนต์ไม่เป็น จึงฝากชีวิตไว้กับรถสาธารณะเวลาจะสัญจรไปไหนมาไหน แล้วก็เพิ่งเห็นอุบัติเหตุรถระเบิดแถว รพ.วิชัยยุทธ น่ากลัวมาก ยิ่งเป็นรถตู้มีโอกาสได้นั่งรถตู้บ้าง ไม่รู้สึกอุ่นใจเลย เพราะต้องตื่นตัวและระวังภัยไปตลอดทาง รวมทั้งคิดทางหนีทีไล่หากเกิดอุบัติเหตุ

                     "รู้สึกชีวิตว่าบนท้องถนนบ้านเราไม่มีความปลอดภัยเต็มร้อยค่ะ เพราะทุกคนไม่มีสติหรือสมาธิ เพราะถ้ามีเรื่องร้ายๆ ก็คงไม่เกิดถี่ขนาดนี้ เรื่องมาตรการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาให้คนใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยมีอยู่แล้ว มีมานานแล้วด้วย ปัญหาคือตัวคนนั่นเองที่ละเลงไม่เคร่งครัดในมาตรการ คงต้องให้คนควบคุมตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนจะออกกฎหมายเยอะแยะ ในเมื่อของเดิมยังปฏิบัติได้ไม่ดีเลย แล้วจะไปรับของใหม่อย่างไร แค่กฎเล็กๆ ห้ามทิ้งขยะยังทำไม่ได้เลย" สาวสวยที่สุดในประเทศไทยคนล่าสุด ให้ความเห็น

                     ขณะผู้ที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการทำงานเกือบตลอดทั้งวันอย่าง "คุณโก้" ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์ นักการตลาดที่ต้องออกเดินทางไปติดต่อประสานงานตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ กล่าวถึงจุดเล็กๆ ที่คนขับรถไม่ควรมองข้ามอย่างเรื่องของการเช็กสภาพยางรถยนต์ให้สมบูรณ์เสมอก่อนออกจากบ้าน เพราะรอยฉีดเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

                     "ล่าสุดผมตรวจเจอว่าบริเวณแก้มยางของรถฉีกออก เลยนำรถไปเช็กสภาพทันที ทางบริษัทผลิตยางรถบอกว่า ถ้ามาช้ากว่านี้ขับรถอยู่ดีๆ ยางอาจระเบิดได้เพราะยางเสือมสภาพไปแล้ว นั้นเป็นเพราะเราไม่คาดคิดว่าแค่ปีกว่าๆ ยางรถยนต์จะเสื่อมได้เพราะดอกยางทุกอย่างก็ดูปกติอยู่ ซึ่งความจริงยางรถยนต์ต้องสลับใช้ซ้าย-ขวา หน้า-หลังกันทุกๆ 2 หมื่นกิโลเมตร เพราะยางฝั่งหน้าขวาจะรับน้ำหนักมากที่สุดมีการเสื่อมสภาพมากที่สุด ถ้าไม่สลับเลยก็จะเกิดอาการข้างต้นได้

                     ส่วนการขับขี่ทั่วไปปกติผมจะขับรถประมาณ 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดมีช่วงเวลาเร่งรีบจะสังเกตรอบๆ ตัวมากขึ้น อย่างบนโทลเวย์ทุกอย่างจะรวดเร็วมาก เพียงชั่วแวบเดียวที่เราพลาดสามารถเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องเล็งกระจกกลาง ซ้ายขวา ตลอดเวลา รถใหญ่ต้องดูด้วยว่าถ้าเขาขนของอะไรที่ยื่นๆ ออกมา ไม่ว่าจะถนนเล็กหรือใหญ่เราต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ประมาณ 10-15 เมตรขึ้นไป ถ้าเข้าใกล้มากเวลามีของร่วงมาก็สามารถเข้ามาในห้องโดยสารเราได้ง่ายๆ  และจะไม่ไปเบียดแซงเขามากเพราะมีโอกาสที่คนขับจะมองไม่เห็นเราอาจเกิดอุบัติเหตุได้" คุณโก้ ให้คำแนะนำการใช้ถนนอย่างปลอดภัย

                     ปิดท้ายที่ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายอุบัติเหตุ(สคอ.) พรหมมินทร์ กัณธิยะ ให้คำแนะนำว่าตอนนี้มีอุบัติเหตุค่อนข้างมากถ้าจะบอกให้แนะนำคนใช้รถใช้ถนนมันก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ถึงวันนี้ควรเริ่มจากจุดต้นตอของปัญหา อย่างกรณีรถแก๊สปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็เห็นว่ามันไม่ได้ระเบิดในทันทีแต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นควรถอยให้ไกลไม่ใช่ไปยืนดูหรือถ่ายรูป แม้กระทั่งนักข่าวก็ควรออกห่างไกลเป็นร้อยๆ เมตร แล้วใช้เลนส์ซูมเอาเพราะระเบิดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้แล้วจะระเบิดทั้งหมด และควรจะอพยพคนออกไปเลยด้วยซ้ำ หลักสากลแบบนี้เขาทำกันทั้งนั้น มีแต่ประเทศไทยเรานี้ละที่ละเลยและไม่ให้ความสำคัญ

                     "ซึ่งการแก้ปัญหามันต้องเริ่มจากองค์กรและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องมีความเข้มงวดกับกฎระเบียบต่างๆ ต้องมีบทลงโทษ ต้องมีข้อสั่งการอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาแล้วบอกว่าคนขับหลับใน อ่อนเพลียอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ หน่วยรัฐเองก็ต้องเข้มงวดอย่างเต็มที่ล่าสุดรถขนขยะชนเสาไฟฟ้าก็เช่นกัน ผู้บริหารองค์กรต้องรับผิด รับโทษด้วยเพราะขาดความเข้มงวดกับพนักงานจนทำให้เกิดปัญหา แม้กระทั่งเรื่องของรถตู้มีผู้ใช้บริการส่งข้อความร้องทุกข์มามากมายว่ากลัวและแขวนชีวิตไว้คนขับที่ขับเร็วมากและจะเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

                     เรื่องนี้เองที่กรมขนส่งทางบกต้องออกมาดูแลอย่างจริงจังให้สมกับที่กินเงินเดือนของประชาชน ต้องออกมาตรวจสอบรถตู้อย่างเข้มงวด มาตรฐานของรถ ความพร้อมของคนขับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มีบางหน่วยงานบางองค์กรที่จริงจังและจริงจังกับกฎระเบียบข้อบังคับของเขา ซึ่งผลที่ได้เป็นผลดีด้วยไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและไม่สร้างความเสียหายและภาพลักษณ์ในทางลบให้เกิดขึ้นในองค์กร" ผอ.สคอ. ให้คำแนะนำ

                     อ่านจบแล้วอย่าเพียงต่อหน้าอื่น สะกิดใจซะนิดนำไปปฏิบัติหรือกระทุ้งต่อคนข้างๆ เพื่อห่างไกลอุบัติเหตุนะคะ