
'ปรองดองกันเลือดสาดเพราะสังคมไม่รู้เท่าทัน'
'ปรองดองกันเลือดสาดเพราะสังคมไม่รู้เท่าทัน': ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ผมมีโอกาสได้ชมรายการแนว “เรียลิตี้ (reality)” เสมือนจริงเกี่ยวกับผีๆ และสิ่งลี้ลับที่โด่งดังมากทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเมื่อวันก่อน ความตั้งใจที่เปิดชมเบื้องต้นเป็นเพราะเปิดไปกี่ช่องกี่ช่องก็ยังหารายการที่มีสาระน่าดูน่าชมไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่เกมโชว์ ก็จะเป็นรายการโฆษณาแฝงขายสินค้าดาษดื่น ทั้งอาหารเสริม เครื่องออกกำลังกาย ทำให้รับรู้ได้ว่า จุดอ่อนประการหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพของคนในสังคมเราบางส่วนตามผู้คนเขาไม่ทันก็เพราะ “สื่อทีวีนี่เอง” ที่ป้อนของแสลงให้ผู้บริโภคทุกวี่วัน
โดยเฉพาะที่ “ขัดหูขัดตามากที่สุด” คือเนื้อหาของรายการนี้ ถ้าผ่าน กบว. มาได้ ก็ต้องบอกว่าน่าจะ “มีการปล่อยผีของจริง” เพราะแม้ไม่มีฉากน่าหวาดเสียว สร้างความแตกแยก เป็นหนังติดเรต (rated) ทีแรกก็ยังนึกว่า “ผู้จัดอาจเล่นของ” ด้วยใกล้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ที่ธรรมเนียมฝรั่งเขาจะไม่โกรธกันถ้าล้อกันเล่นหรือทำอะไรพิเรนทร์กันพอหอมปากหอมคอ
แต่สำหรับเนื้อหาในรายการที่มี “ผู้ร่วมรายการเพศเสมือนจริง 1 คน กับดารานักแสดงอีก 1 คน” พากันเข้าไปในบ้านร้างภายใต้การกำกับควบคุมโดยผู้ดำเนินรายการหน้าตาเป็นที่คุ้นเคย ร่วมกับสุภาพสตรีผู้อ้างตนเป็นผู้มีญาณวิเศษรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต คอยบรรยายและเสริมความคิดเห็นบางช่วงบางเวลาอย่างเข้มข้น ที่ผมดูแล้วไม่รู้สึกกลัวหรือขนลุกซู่ตามที่โปรดิวเซอร์รายการอยากให้เป็น เพราะ “ปล่อยของกันมากเกินไป” โดยทั้งคนกำกับรายการและผู้ร่วมรายการพยายามสาธยายและชักจูงให้ผู้ชมเชื่ออย่างสนิทใจว่า ในบ้านหลังนั้นมีภูตผีปีศาจและวิญญาณวนเวียนสิงสถิตอยู่ ทั้งคาดคั้นทั้งบอกกล่าวผ่านกล้องให้เชื่อว่า ตนเองเห็นวิญญาณเดินวนไปวนมา เห็นมือยื่นออกมาบ้าง ถ้าปล่อยของกันแต่พอควร เรื่องน่ากลัวจะดูน่ากลัวมากกว่าการป้อนข้อมูลแบบไม่ยั้งเช่นนี้ จึงน่าจะสะท้อนความหย่อนยานของผู้ตรวจพิจารณารายการต่างๆ ที่วันนี้เต็มไปด้วยรายการทำนายทายทัก หนักไปถึงทำนายเรื่องของบ้านเมืองอย่างสนุกปาก แบบไม่มีการควบคุมดูแล
ที่เล่ามาทั้งหมดต้องการให้พวกเราได้ทบทวนดูว่า ทุกวันนี้ประชาชนทั่วไป รู้ไม่เท่าทันสื่อ ไม่เท่าทันนักการเมือง นักร้อง นักแสดงทั้งจอเงินจอแก้ว แม้แต่คนที่สังคมให้ความเคารพนับถือ เชื่อถือ ศรัทธา ถ้าลองได้ใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ให้ถึงแก่น ไม่สักแต่ใครพูดอะไรบอกอะไรก็หลงเชื่อกันง่ายๆ จะพบเองว่าหลายคนเป็นของปลอม ใส่หน้ากากหลอกเรา หรือวาจาไพเราะอ่อนหวาน แต่เหมือนจะเคลือบแฝงไว้ด้วยน้ำลายอาบยาพิษ มารู้ทีหลังว่า เขา “กำลังเล่นละครตบตาคนดู”
อย่างเรื่องปรองดองวันนี้ มีการพูดกันแสบๆ คันๆ ว่า “ปรองดองกันเลือดสาด” ก็เพราะต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายส่วนตัวหลบซ่อนหลีกเร้น บางส่วนก็ “รับงานมา” (ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา) และคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน “พยายามสร้างราคาให้ตัวเองด้วยการยกประเด็นปรองดองขึ้นมาเป็นข้ออ้าง” ปรองดองกลายเป็นของผิดสำแดงและกำลังจะกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจเพราะคนที่เข้ามาร่วมวงปรองดองหลอกชาวบ้านตาดำๆ ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเขาเองหรือคนที่มีอำนาจว่า “ถ้างานสำเร็จแล้วจะได้อะไรตอบแทน”



