
นโยบายเชื้อเพลิง'ผลิตไฟฟ้าไทย-อาเซียน'(จบ)
รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : เทียบนโยบายเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยและอาเซียน (จบ) : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้เน้นย้ำว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่อาจจะดำเนินการได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะต้นตอสำคัญของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็มาจากสาขาการผลิตไฟฟ้านั่นเอง ถ่านหินจึงเป็นเชื้อเพลิงที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในที่ประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ เพราะจากการคาดการณ์พบว่าอาเซียนจะมีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพิ่มจากสัดส่วน 30% ในปี 2553 เป็น 42% ในปี 2573 ดังนั้น เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในยุคต่อไป
ก๊าซธรรมชาติในยุคต่อไปก็ยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้า แม้ว่าสัดส่วนจะลดลงจาก 42% ในปี 2553 เป็น 37% ในปี 2573 แต่โดยปริมาณการใช้แล้วคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นในตลอด 20 ปีจากนี้ไป ยิ่งประกอบกับการเชื่อมโยงแนวท่อส่งก๊าซของอาเซียนเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยส่งเสริมปริมาณการใช้ให้แพร่หลายออกไปยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันประเทศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมากในอาเซียนไม่แพ้ประเทศไทยคือประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ และทั้งสองประเทศมีความพยายามที่จะลดสัดส่วนของก๊าซในการผลิตไฟฟ้าลงแล้วใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นมากขึ้น
นิวเคลียร์ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหล่าประเทศสมาชิกในอาเซียนให้ความสนใจ ถึงแม้ว่าระดับความพร้อมและการยอมรับในแต่ละประเทศจะยังแตกต่างกันอยู่ แต่ดูเหมือนว่าทุกประเทศต่างตระหนักถึงความจำเป็นในเชิงนโยบาย แม้ว่าเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนจะยังเป็นสิ่งที่ยากลำบากอยู่ ขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้นิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้าถึง 14% ของการผลิตไฟฟ้ารวมของโลก ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 442 แห่ง กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 29 ประเทศ
ในส่วนของพลังงานทดแทนจะมีบทบาทอย่างมากในการก้าวไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low carbon society) ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้นำเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นว่าเราได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องทั้งจากทางภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งเหล่านี้ก็ได้รับการขานรับจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เน้นว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนาพลังงานทดแทนคือ การสร้างตลาดที่มีกลไกการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และมีเป้าหมายของนโยบายที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน รวมทั้งภาครัฐจะต้องเข้ามาดูแลเพื่อให้เกิดการรับประกันอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมแก่เอกชน
ทั้งนี้ ทิศทางในอนาคตของภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยและอาเซียนจึงควรมุ่งไปสู่การจัดสมดุลของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของอาเซียนให้มีความหลากหลายและสะท้อนเป้าหมายความมั่นคงในระยะยาว เพราะนโยบายการกำหนดเชื้อเพลิงนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและยังมีส่วนช่วยลดความผันผวนของอาเซียนจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากตลาดภายนอกอาเซียนด้วยเช่นกัน
ประเด็นถัดมาที่อาเซียนทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการคือ การเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพใน 3 ด้านด้วยกันคือ ประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้ใช้เชื้อเพลิงสิ้นเปลืองน้อยลง ต่อมาคือการปรับปรุงประสิทธิภาพของสายส่งให้มีความสูญเสีย (power loss) ในสายส่งน้อยลง และประการสำคัญถัดมาคือการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ตัวผู้ใช้ไฟฟ้าให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
นอกจากนี้ คำแนะนำถัดมาคือเรื่องการบริหารระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้เทคโนโลยีที่รู้จักกันในชื่อของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) มาใช้ในการรวบรวมข้อมูลและสั่งการวางแผนการผลิตและการจ่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการประหยัดได้ทั้ง 3 ทางคือ ผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ใช้ อนาคตของอาเซียนเป็นสิ่งที่จะต้องเริ่มจากความร่วมมือทั้งภายนอกและภายในร่วมกันผลักดันเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในวันข้างหน้า และสามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่ยั่งยืนตามที่ตั้งไว้ต่อไป
----------
(หมายเหตุ : รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : เทียบนโยบายเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยและอาเซียน (จบ) : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected])
----------



