
DSIสั่งยุติคดีปกปิดโครงสร้างหุ้นชินฯ
'ดีเอสไอ' สั่งยุติคดีปกปิดโครงสร้างหุ้นชินฯ ก่อนคดีขาดอายุความ 31 มี.ค.นี้ อ้างไม่พบองค์ประกอบความผิด 'บรรณพจน์' ระบุ 'ครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์' เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงไม่มีผู้ใดได้รับความเสี่ยงจากการซื้อหุ้น
29 มี.ค.55 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร แถลงผลการตรวจสอบตามคำร้องของนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร 2 ข้อหาคือ ร่วมกันแจ้งพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานและน่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลอาญามาตรา 267 และ ฐานร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นซึ่งควรจะแจ้งในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนในสาระสำคัญตามพรบ.หลักทรัพย์มาตรา 278 โดยอ้างว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) ได้ส่งข้อเท็จจริงพร้อมพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบกรณีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน มายังดีเอสไอเพื่อให้ดำเนินการตามสมควรต่อไป
นายธาริต กล่าวว่าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักคดีการเงินการธนาคารพบว่ากรณีแจ้งเท็จนั้นในขณะเกิดเหตุคือปี 2545 - 2547 พรบ.หลักทรัพย์ ยังไม่มีบทบัญญัติว่าเลขากลต.เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแม้ภายหลังจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวโดยกำหนดให้เลขา กลต. กรรมการกลต.และกรรมการกำกับตลาดทุนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2551แต่เรื่องดังกล่าวกลต. เคยมีหนังสือชี้แจงไปยัง รมว.คลังแล้วว่าในช่วงเกิดเหตุยังไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้มีการชี้แจงต่อเลขากลต. เป็นความผิดตามกฎหมายต่อเจ้าพนักงาน ขณะนั้นเลขากลต.จึงยังไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดีเอสไอจึงเหตุว่าการกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงถือว่าไม่เป็นความผิด
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น เป็นหน้าที่ของบริษัท ชินฯ เป็นผู้จัดทำและข้อมูลที่ใช้รายงานก็มาจากบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งบริษัท ชินฯ ซึ่งตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่ารายชื่อในขณะนี้เป็นรายชื่อที่ถูกต้องตรงกัน จึงไม่ได้เป็นรายงานอันเป็นเท็จหรือมีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ได้ทำให้ผู้ใดเข้าใจผิดหรือมีความเสี่ยง เพราะในรายงานโครงสร้างผู้ถือหุ้นใช้คำว่า ครอบครัวชินวัตรและผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มครอบครัวชินวัตรและครอบครัวดามาพงศ์ ซึ่งเข้าใจได้ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นใคร
"นอกจากนี้ยังไม่พบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงาน เพราะถือเป็นหน้าที่ของบริษัท ยกเว้นนายบรรณพจน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นผู้ลงนามรับรองรายงาน ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ" นายธาริต กล่าว
นายธาริต กล่าวอีกว่า จากการพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพบว่าคำพิพากษาดังกล่าวเพิ่งจะเกิดขึ้นภายหลังมีการขายหุ้นไปหมดแล้วและไม่ปรากฏว่า มีผู้ใดได้รับความเสี่ยงประกอบกับคำพิพากษาเป็นการพิพากษาคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ใช่คดีอาญา ดังนั้น ไม่ถือเป็นสาระสำคัญให้เกิดความเข้าใจผิดต่อลงทุน ตนจึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่องเพราะไม่พบการกระทำความผิด ซึ่งการสั่งยุติเป็นการทำตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ไม่มีใครมาครอบงำหรือสั่ง และไม่ใช่การเร่งรัดสั่งคดี แต่จำเป็นต้องรีบทำก่อนคดีจะขาดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. นี้ และเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตนจึงได้ทำหนังสือแจ้งให้นายกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังให้ทราบเรื่องแล้ว
“ส่วนเรื่องนายแก้วสรร อติโพธิ และนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ร้องว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบิกความเท็จนั้น ตนขอเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพว่าหากมีผู้ทะเลาะกันแล้วนำคดีขึ้นฟ้องศาลแล้วจำเลยแพ้คดีถูกศาลลงโทษจำคุกไม่ได้หมายความว่าพยานจำเลยทั้ง 10 ปากจะมีโทษฐานเบิกความเท็จหรือต้องติดคุกไปด้วย เพราะศาลจะตัดสินลงโทษตามดุลยพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานจะเป็นความผิดหรือไม่ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญเท่านั้น”นายธาริต กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าการที่ศาลฎีกาฯตัดสินว่ามีการถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการตัดสินคดีผิดนั้น นายธาริต เป็นคนละส่วนกัน ศาลตัดสินถูกต้องแล้ว แต่เป็นการตัดสินให้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยการยึดหรือริบทรัพย์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะที่คดีปกปิดโครงสร้างหุ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามว่าคำพิพากษาของศาลตัดสินเชื่อว่ามีการถือครองหุ้นแทนกัน นายธาริต กล่าวว่า ศาลไม่ได้เชื่อว่ามีการปกปิดโครงสร้าง แต่เชื่อว่าเป็นการถือแทนคนอื่น โดยเป็นการถือแทนโดยบุคคลในครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้ฝ่ายค้านใช้เป็นช่องปกปิดหรือไม่ ดีเอสอจึงตรวจสอบว่าในขณะรายงานมีการปกปิดหรือไม่ซึ่งก็พบว่าเป็นการรายงานตามทะเบียนของตาดหลักทรัพย์
'ดีเอสไอ'รับคดี'คอลเซ็นเตอร์'เป็นคดีพิเศษ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชาวจีน-ไต้หวัน 22 รายที่เข้ามากระทำความผิดที่ย่านเมืองทองธานีว่า ดีเอสไอได้ขอตัวผู้ต้องหาทั้งหมดคืนจากสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)แล้ว เพื่อนำมาขยายเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ดีเอสไอจับกุมก่อนหน้านี้หลายคดี โดยจะรับคดีดังกล่าวให้เป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และทำหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อขอต่อศาลไม่ให้มีการประกันตัวและดำเนินคดีลงโทษสถานหนักโดยไม่รออาญา และไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากมีลักษณะความผิดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับทางการจีนและไต้หวันตกเป็นเหยื่อแก็งคอลเซ็นเตอร์เข้าร้องทุกข์เป็นผู้เสียหาย และจะขยายผลในประเทศไทยว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอนเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย ซึ่งไปตั้งสำนักงานในประเทศจีนและไต้หวันหรือไม่
นายธาริต กล่าวว่า สำหรับแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มใหญ่ที่ดีเอสไอจับกุมได้ก่อนหน้า สามารถจับกุมได้ที่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่านบางนา โดยสมาชิกแก๊งมีทั้งชาวจีน ชาวไต้หวัน และไทย ซึ่งได้ทำการเช่าบ้านในหมู่บ้านหรู เพื่อใช้เป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์หลอกเหยื่อที่อยู่ในประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าแก๊งดังกล่าวผ่านการฝึกอบรมการหลอกลวงเหยื่อที่ประเทศไต้หวันประมาณ 1 เดือน ก่อนเดินทางมาตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยสมาชิกแก๊งเหล่านี้มีการแข่งกันทำยอดในการหลอกเหยื่อให้โอนเงินด้วย
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวด้วยว่า สำหรับการฝึกอบรมในลักษณะของอคาเดมี จะเริ่มจากการชักชวนคนที่รับเปิดบัญชีซึ่งจะมีค่าจ้างประมาณ 2,000-5,000 บาท ต่อการเปิดบัญชีหนึ่งครั้ง จากนั้นจะถูกชักชวนให้ฝึกทักษะการหลอกลวงโดยผู้ที่เริ่มงานใหม่จะทำหน้าที่สุ่มโทรศัพท์ไปยังเหยื่อ และเปิดเทปบันทึกอัตโนมัติแจ้งให้เหยื่อตกใจว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต เมื่อเหยื่อรับสายหรือติดต่อกลับระบบจะส่งต่อไปให้คนร้ายที่มีทักษะและเชี่ยวชาญการหลอกลวง โดยการหลอกลวงเหยื่อ 1 คน จะใช้คนร้ายประมาณ 3-6 คน ซึ่งแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ สรรพากร ดีเอสไอ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนรูปแบบการหลอกลวงจะปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด



