ข่าว

'มาร์ค'ชี้'ปู'ตีชิ่งหนีปมปรองดอง

'มาร์ค'ชี้'ปู'ตีชิ่งหนีปมปรองดอง

29 มี.ค. 2555

"อภิสิทธิ์" ชี้ "ยิ่งลักษณ์" กำลังตีชิ่งหนีปมปรองดอง อ้างกลัวกฎหมายเช็คบิลกลับ แนะ "กิติรัตน์" พูดอะไรควรระวัง อ้างเหตุจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และจะมีต่อการเก็งกำไรค่าเงินได้ ชี้ปมขัดแยังระหว่างรมว.คลัง-ผู้ว่าธปท.ไม่ควรเกิด ย้ำมีอะไรควรคุยกันในวงใน

          วันที่ 29 มี.ค.55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กล่าวถึงกรณีประเด็นที่ภายหลังจากนายกฯ กลับจากต่างประเทศ และยืนยันว่าเวทีสภาฯ เป็นเวทีที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างความปรองดองนั้นนายอภิสิทธิ์ ว่า นายกฯ พูดเพียงเพื่อให้พ้นตัว ตามกลยุทธ์ที่รัฐบาลวางเอาไว้ เพราะต้องการกันตัวเองออกจากสิ่งที่อาจเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
 
          “ มันก็ไม่ตรงกับที่สถาบันพระปกเกล้าเขาพูดนะ เพราะเขาบอกว่าความจริงเรื่องนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะบอกว่าผม หรือส.ส. หรือคนในรัฐบาลคนใดคนหนึ่งหรือฝ่ายค้านคนใดคนหนึ่ง ก็เลยบอกว่า มาคุยกันซะ จบกันอยู่ตรงนี้ คนอื่นไม่เกี่ยวทำนองนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ปัญหาก็คือว่า ถ้าอย่างนั้นความปรองดองที่จะบังเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนที่มีความขัดแย้งมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่าเวลานี้นายกฯ ก็เพียงแต่พูดเพื่อให้พ้นตัว ตามกลยุทธ์ที่ผมได้พูดไปแล้วว่า เขาก็ต้องพยายามที่จะกันตัวเองออกจากสิ่งซึ่งมันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเกรงว่าถ้าเกิดไม่กันออกให้ดีแล้วก็อาจจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย กับ 2. มันก็ฟังดูเหมือนกับเป็นประชาธิปไตยดี ให้สภาฯ ไปว่ากันแต่ว่าสิ่งที่เราเน้นย้ำมาตลอดว่า บางเรื่องก็ต้องใช้เสียงข้างมาก บางเรื่องก็ต้องใช้วิธีการของการที่จะพูดคุยเพื่อให้เกิดการเคารพเสียงของทุกฝ่าย ความจริงเมื่อวานนายกฯ ก็พูดทำนองว่า ก็ต้องเคารพเสียงข้างน้อยด้วย แต่ผมก็ไม่ทราบว่าท่านได้ติดตามการประชุมสภาฯ ที่ผ่านมาหรือเปล่าว่านั่นคือวิธีการเคารพเสียงข้างน้อย ของรัฐบาลนี้หรืออย่างไร ที่สามารถที่จะใช้เสียงข้างมากบ้าง หรือว่ากระบวนการที่หลีกเลี่ยงการทำงานต่าง ๆ ให้มันถูกต้องตามขั้นตอนระเบียบข้อบังคับ ประเพณีที่เคยทำกันมา เพียงเพราะความต้องการของเสียงข้างมาก ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
          นายอภิสิทธิ์ มองว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายนั้นไม่ให้คำตอบกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่การหาข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนเพื่อหาผู้รับผิดชอบเพื่อนำไปสู่กระบวนการปรองดองจะตรงกับความต้องการมากกว่า
 
          “ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่เขาได้รับผลกระทบโดยตรงที่ผ่านมาอย่างน้อยก็มี 2 ท่านแล้วที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ภรรยาคุณร่มเกล้า กับแม่ของคุณกมลเกศ เขาไม่ได้มีความรู้สึกว่า การที่บอกว่าออกกฎหมายนิรโทษกรรมทุกคนล้างโกงให้กับคนที่ไปทุจริตนั้นมันเป็นคำตอบกับเขา สิ่งที่เขาต้องการมันเป็นเรื่องของการที่จะได้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้เกิดความชัดเจนในแง่ของความรับผิดชอบ แล้วเสร็จแล้วก็เข้าสู่กระบวนการของการที่จะปรองดองกัน หลายคนที่ออกมามีความขัดแย้งกันนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่บอกว่า ถ้าเกิดแก้ปัญหาคุณทักษิณจบแล้วก็จบกันไป แก้ปัญหาของผมจบแล้วก็จบกันไปหรืออะไร ถ้าบอกว่าผมไปเกี่ยวข้อง หรือแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทยหรือบ้านเลขที่ 111 แล้วมันจบ แล้วมันจะจบกันไป ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
  
          จากการที่พล.ต.สนั่นให้สัมภาษณ์วานนี้ว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.เปรม ก็มีโอกาสในการปรองดองนั้น นายอภิสิทธิ์ มองว่า วิธีนี้ไม่ใช่คำตอบ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคู่ขัดแย้งตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ กับรัฐไทย ด้วยหลักที่ตนพูด ตรงนั้นก็คงไม่ใช่คำตอบเพราะว่า ถ้าบอกว่าเหตุการณ์ 7 - 8 ปีที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นเพราะคุณทักษิณกับพล.อ.เปรม คือ เมื่อก่อนนี้ก็พูด เพราะคุณทักษิณกับคุณสนธิบ้างอะไรบ้าง คือ ผมบอกว่ามันไม่ใช่ แล้วก็ที่ผมยืนยันคู่ขัดแย้งตัวจริงก็คือคุณทักษิณกับรัฐไทยน่าจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นในขณะนี้ เห็นชัดเจนกันมากขึ้น เพราะว่าคุณทักษิณมีปัญหากับกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินว่าคุณทักษิณผิด แล้วก็ทำให้มันมีความขัดแย้งลุกลามออกไป ทีนี้กรณีของท่านพล.อ.เปรม ก็ยิ่งต้องระมัดระวัง คือพอท่านพล.ต.สนั่นพูดอย่างนี้เดี๋ยวคนก็เข้าใจว่า ตกลงพล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีความขัดแย้ง ทั้งที่ความจริง ผมเข้าใจว่า พล.ต.สนั่นก็เพิ่งยืนยันเอง ทำนองว่า พล.อ.เปรมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการปฏิวัติอย่างนี้เป็นต้น ลองไปถามคนที่เขาต่อต้านคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยไปเดินขบวนตามท้องถนน หรือถึงทุกวันนี้ก็ยังต่อต้านการกลับมาของคุณทักษิณสิว่า เขาคิดว่ามันเกี่ยวกับพล.อ.เปรมหรือไม่
 
          หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การมองกันว่าแนวทางรัฐบาลในขณะนี้มีความพยายามในการก้าวไปสู่การออกพรก. นิรโทษกรรม ด้วยเหตุเพราะปัญหาของคนในชาตินั้นเป็นปัญหาความมั่นคงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเรื่องนี้ตนตอบคำถามแทนไม่ได้ แต่การตรา พรก. นั้นหากได้ติดตามสถานการณ์แล้วจะพบว่า ปัญหาความมั่นคงเกิดขึ้นหลังจากที่มีแนวคิดในการตรา พรก. มากกว่า ตนไปตอบแทนไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลนี้เขาก็ทำหลายอย่างที่ตนไม่เคยคิดจะทำ แล้วก็ทำด้วยวิธี ซึ่งตนไม่คิดจะทำเหมือนกัน แต่ว่าปัญหาก็คือตนก็ยังมองไม่เห็นว่าการจะตราพรก.นั้นจะเป็นไปตามเงื่อนไข ตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร คือขณะนี้ตนเข้าใจว่าพยายามจะพูดแล้วว่ามันเป็นเรื่องความมั่นคง ถ้าไม่ออกแล้วมันจะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วผมคิดว่าใครที่ติดตามสถานการณ์นี้ยิ่งเห็นชัดเจนว่า ความจริงตอนที่ไม่ได้ออกเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร พอพูดว่าจะออกนี่ต่างหากที่มันทำให้กระทบต่อความมั่นคงเพราะจะมีความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น
 
          " จากการที่มีกลุ่มนักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ สมาคมสื่อสารมวลชน เรียกร้องให้มีการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกประเทศไทยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเห็นด้วย เพราะเป็นแนวทางที่สถาบันพระปกเกล้าย้ำมาตลอดในเรื่องการสร้างความปรองดอง ดังนั้นการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามา แล้วเริ่มต้นร่วมกันก็จะเป็นเรื่องที่ดูเป็นเหตุเป็นผลเห็นด้วย เพราะนี่คือแนวทางซึ่งทางสถาบันพระปกเกล้าได้ย้ำมาว่าเป็นผลสำคัญ การศึกษาสำคัญที่สุดที่ได้รับมอบหมายไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอมาตลอดก็คือว่ากรรมาธิการนั้นควรที่จะหาข้อเสนอต่อรัฐสภาว่าเวทีที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนหรือเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนในเรื่องเหล่านี้จะทำกันต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่มีองค์กรต่าง ๆ สถาบันการศึกษาสถาบันวิจัย สื่อสารมวลชนออกมาขานรับให้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันนั้นผมคิดว่าอันนี้จะสอดคล้องกับแนวทางที่ควรจะเป็น แต่ถ้ารัฐบาลไม่สนใจตรงนี้เลย สนใจแต่เพียงว่าจะเดินหน้า ตั้งหน้าตั้งตาล้างผิดให้กับคนที่ทุจริต ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็คือกลายเป็นว่า ทั้งหมดนี้ที่ขัดแย้งกันมาหลายปี โดยเฉพาะในช่วงหลังก็เป็นเพราะว่าคนบางคนต้องการหลุดคดีความจริงสภาจะต้องบอกกับรัฐบาลว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ เพราะนั่นคือสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเขาบอกกรรมาธิการ ให้กรรมาธิการมาบอกสภา แต่กรรมาธิการของคุณสนธิ และตัวคุณสนธิไม่บอกสภาอย่างนี้ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว


"อภิสิทธิ์"อุ้ม"กรณ์"หลังจ้อไล่จวก"รมว.คลัง อยากปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อน

          นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ออกมาระบุว่าตนไม่ได้เป็นแค่รมว.คลังเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเป็นคนดูแลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศนั้นว่า ตัวนายกิตติรัตน์เองนั้นที่ควรระมัดระวังคำพูดเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาจส่งผลต่อการเก็งกำไรในตลาดได้
  
          “ ผมแปลกใจ เพราะว่ามีการตอบโต้คุณกรณ์ ใครต่อใครอย่างรุนแรง ซึ่งก็แปลกเพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ก็เป็นการเตือนเพื่อประโยชน์ของประเทศด้วยความหวังดี แต่ก็อาจจะถูกอย่างหนึ่งก็คือว่า คุณกรณ์พูดก็คงไม่มีผลอะไร แต่ปัญหาก็คือว่าที่เราท้วงก็คือว่าคุณกิตติรัตน์ ที่จริงฝ่ายค้านเองเราระมัดระวังด้วยซ้ำนะ ถ้าเป็นเรื่องอย่างอัตราแลกเปลี่ยน เรื่องดอกเบี้ย เรามีความเห็นอย่างไรเราก็จะพยายามที่จะพูดในลักษณะที่ระมัดระวัง และคนเป็นรัฐบาลเอง คนเป็นรองนายกเองกลับไม่เข้าใจ กลับไม่ตระหนักถึงตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก แล้วก็การที่ยิ่งมาตอกย้ำอย่างนี้ ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าตลาดเงินนั้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วก็ทางธนาคารแห่งประเทศไทยในกรณีซึ่งคนเกิดเชื่อคุณกิตติรัตน์ขึ้นมา จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะว่าจะเกิดความผันผวนแล้วก็การเก็งกำไรได้ พวกเราต่างหากที่ต้องบอกว่าคุณกิตติรัตน์นั้นไม่ควรพูด เพราะว่าตัวเองเป็นรัฐมนตรีคลัง ความจริงนั้นพวกผมพูดอะไรก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว เพราะว่าไม่ได้มีบทบาทในการที่จะไปกำหนดนโยบายในการที่จะบริหาร แต่คุณกิตติรัตน์นั้นอยู่ตรงนี้จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังคำพูดของตนเองในสิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และสิ่งที่จะเป็นผลต่อเรื่องของการเก็งกำไรในตลาด แล้วก็ในสิ่งที่จะไปก้าวล่วงในเรื่องของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย”
  
          สำหรับบทบาทหน้าที่ระหว่างกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับการกำหนดแนวทางของรัฐบาล
 
          “ ความจริงแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดแนวทาง เช่นถ้าสมมติว่าเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะบริหารนโยบายการเงินตามเป้าหมายในเรื่องของเงินเฟ้อ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ว่าไป ทีนี้ถ้าสมมติว่ารัฐบาลมีนโยบายและเป้าหมายอื่นทางเศรษฐกิจ อยากจะมามีท่าทีตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จะไปปรึกษาภายในกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ของผมสมัยที่ทำหน้าที่เป็นนายกฯ นั้นผมเตือน แล้วก็ทำความเข้าใจกับคุณกรณ์ตั้งแต่ต้น ถ้าสิ่งหนึ่งซึ่งผมจะขอไม่ให้เกิดขึ้นก็คือ ลักษณะของความที่จะขัดแย้งต่อสาธารณะระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับทางกระทรวงการคลัง มีอะไรก็ขอให้คุยกันภายใน คุยกันไม่รู้เรื่องก็มาคุยกันในครม.เศรษฐกิจ อยากจะคุยในวงเล็กสักหน่อยก็ขอให้นัดมาในการที่จะให้ผมจะเข้าไปช่วยในการดู อันนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเหมาะสมในแง่ของการบริหาร”
 
          จากการที่วานนี้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นไปหลายจุดนั้น เกิดจากสัญญาณในลักษณะนี้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องให้นักวิเคราะห์ตอบ แต่สิ่งที่ตนห่วงคือเรื่องการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน
 
          “ ผมไม่ทราบครับ ต้องไปให้นักวิเคราะห์เขาพูดกัน แต่ที่เราเป็นห่วงคือเรื่องการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน คือถ้าทุกคนในฝ่ายรัฐบาลไปพูดว่าจะให้เงินบาทมันอยู่เท่านี้ แล้วถ้าเกิดเขาเชื่อ เขาก็ต้องเก็งว่าบาทจะลงมาตรงนี้ก็ลองคิดดูก็แล้วกัน เรื่องเงินบาทแข็ง เงินบาทอ่อนอะไรเป็นผลดีกว่ากัน มันไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่มีเสีย ก็คือว่าในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นถ้าเกิดเราอยากจะช่วยการส่งออกก็บอกทำให้สินค้าไทยถูกในต่างประเทศ เราก็บอกอยากทำให้เงินอ่อน แต่ขณะเดียวกันทั้งการผลิตแล้วก็การบริโภคของเราก็ต้องนำเข้า ของจากต่างประเทศจะแพงขึ้น สิ่งที่จะแพงขึ้นสำคัญที่สุดก็คือน้ำมัน ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทำให้ในต้นทุนของประเทศไทยสูงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นมันก็มี 2 ขา ”
 
          “ อย่าไปตื่นตระหนกไปถึงขั้นนั้นนะ แต่คุณกิตติรัตน์ก็ต้องระมัดระวัง และผมก็แปลกใจคำพูดอีกอย่างหนึ่งเมื่อวานนี้ ก็คือรู้สึกพูดทำนองว่าไม่อยากให้มีเงินทุนไหลเข้ามา ก็ต้องพูดให้ดีนะครับ เดี๋ยวคนก็จะเข้าใจว่าไม่ต้องการที่จะให้เกิดการลงทุนในประเทศขึ้น ก็คงต้องพูดให้ชัดครับว่าเงินทุนประเภทไหนที่ไม่ต้องการให้เข้ามา ก็ต้องมาตอบให้ชัดครับ พูดรวม ๆ บอกไม่อยากให้เงินทุนเข้ามานั้นคงจะไม่ดีครับ”
 
          ต่อกรณีที่รัฐบาลจะให้ธนาคารออมสินออกบัตรเดบิต หรือบัตรเงินสดให้กับสมาชิกกองทุนสตรี โดยใช้งบประมาณ 7,700 ล้านบาท นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่หากรัฐบาลกระตุ้นให้คนเป็นหนี้ก็จะย้อนรอยเดิม และเป็นการแก้ปัญหาความยากจนแบบไม่ยั่งยืน
 
          “ ก็ต้องเป็นเงื่อนไขว่าเงินนี้เอาไปใช้อะไรอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าเงินที่ออกมาจากกองทุนนั้นจะเป็นเงินกู้หรือเงินให้เปล่า คือ ประเด็นก็คงจะต้องไปดูรายละเอียดอีกทีว่า บัตรนี้จะเป็นบัตรซึ่งทำให้เป็นเรื่องของแค่อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายเงิน หรือหนี้ซึ่งได้มา แต่จะเป็นหลักที่ผมก็อยากจะเน้นย้ำก็คือว่า รัฐบาลก็คงต้องระมัดระวัง เพราะว่าดูเหมือนทุกนโยบายก็มุ่งไปสู่เรื่องของการที่จะกระตุ้นให้คนเป็นหนี้ หรือใช้จ่าย ก็ย้อนรอยเดิมในสภาพปัญหาเดิม ๆ ซึ่งมันไม่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในแง่ของการแก้ปัญหาความยากจน เหมือนกับที่เราเห็นกองทุนต่าง ๆ ในอดีต แล้วก็บัตรต่าง ๆ ในอดีต หากสภาพที่เป็นอยู่นี้ ถ้าเมื่อรายจ่ายมากกว่ารายรับ เรื่องของปัญหาการลดการออมหนี้สินก็ต้องเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ ทางบัญชี แต่ปัญหาก็คือว่า ตรงนี้มันก็คงจะไม่สามารถที่จะไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องกลับมาดู แล้วก็ต้องแก้ที่พื้นฐาน เหมือนกับเรื่องการแก้หนี้ นโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้ที่จะยั่งยืนก็ต้องทำในลักษณะซึ่งไม่ใช่แค่พักหนี้ หรือว่ายกเลิกหนี้อย่างเดียว แต่สุดท้ายก็คือทำอย่างไรให้คนที่เป็นหนี้ในขณะนี้กลับมามีความสามารถในการที่จะมีรายได้ เพราะนั่นจะเป็นคำตอบในระยะยาว


ชี้ผลสอบโอเน็ตต่ำสุด ชี้มาจากระบบการศึกษาไทยมีปัญหา

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเรื่องผลโอเน็ต เอเน็ต ต่ำสุด ศูนย์ทุกวิชาว่า  มองแนวทางกระบวนการจัดการศึกษาไทยกับผลชี้วัดที่ออกมาจากการสอบว่าควรให้ความสนใจกับกระดาษคำตอบเปล่าเพื่อให้ได้คะแนนเฉลี่ยที่แท้จริง เพราะกระดาษคำตอบเปล่ามีความผิดปกติ และสิ่งสำคัญก็คือระบบข้อมูลต้องดี เพื่อการสรุปหาสาเหตุได้ แล้วจะได้มีการวิเคราะห์ได้ถูกต้อง
 
          “ ผมอยากตั้งข้อสังเกตแล้วก็อยากให้พวกเราระมัดระวัง ข้อที่ 1 ผมไม่ปฏิเสธว่าปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยมีแน่ เพราะฉะนั้นที่จะต้องปรับปรุง ที่จะต้องให้เด็กเยาวชนของเรานั้นมีการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่านี้นั้นจำเป็นต้องทำ แล้วก็มีสัญญาณที่บ่งบอกหลายอย่างว่าคุณภาพการศึกษาของเรามันเริ่มถดถอยโดยเฉพาะเวลาที่เราไปใช้เกณฑ์การตรวจวัด การสอบเปรียบเทียบในต่างประเทศที่เขาใช้เป็นมาตรฐาน แต่ว่าขณะเดียวกันก็มีเด็กของเราเก่ง ๆ จำนวนหนึ่งไปชนะแล้วก็ได้รางวัล ซึ่งก็ยืนยันให้เห็นว่าคนของเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ทีนี้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลโอเน็ต เอเน็ตนั้นผมยังไม่ทราบรายละเอียดนะครับ แต่ว่าปัญหานี้เริ่มเกิดตั้งแต่ปีที่แล้ว และมันก็มีเปอร์เซนต์หนึ่งซึ่งจะต้องเข้าใจด้วยนะครับก็คือว่า คะแนนเฉลี่ยที่มันต่ำนั้นส่วนหนึ่ง เพราะมันมีคะแนนที่ได้ศูนย์เยอะ คำว่าคะแนนที่ได้ศูนย์นั้นมันเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ทำไมผิดปกติ ถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเผอิญเข้าไปสอบแล้วถ้ามันเป็นข้อสอบแบบที่ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า Multiple choices นั้น แล้วกามั่วไปหมด ผมก็มีทางเลือก 4 ทางอย่างน้อยก็ต้องได้ 25% โดยเฉลี่ย ก็อยู่ประมาณนั้น ที่โอกาสที่จะได้ศูนย์นั้นน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่า ศูนย์นั้น น่าจะเกิดจากการส่งกระดาษเปล่าเยอะ ซึ่งอันนี้ผมก็เคยเข้าไปตรวจสอบถามว่าทำไมส่งกระดาษเปล่า ผมก็ไม่คิดว่าส่วนใหญ่อาจจะมีบางคนไม่รู้ ทำไม่ได้จริง ๆ เข้าไปไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยแล้วได้ศูนย์ แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือที่ผมได้รับคำอธิบายก็คือว่า เด็กจำนวนหนึ่งขณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ผลสอบโอเน็ต เอเน็ต เขาไปเข้าสมัคร เข้าเรียนตรงอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็ถูกจับให้ไปสอบเขาก็ไป แต่เมื่อสอบแล้วมันไม่ได้มีผลอะไรกับอนาคตของเขาแล้วบางทีเขาก็ไม่ทำครับ เพราะฉะนั้นผมว่าก็ต้องไปแยกตรงนี้ออกมาเสียก่อนว่าประเภทที่ส่งกระดาษเปล่า แล้วก็ประเภทที่จริง ๆ ก็คือไม่ได้สนใจที่จะต้องสอบตรงนี้ แล้วคะแนนตรงนี้มีเท่าไหร่ตัดออกไปซะ เราก็จะได้ได้คะแนนที่แท้จริง แล้วเราก็จะได้มาดูว่าคะแนนที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร เราจะต้องปรับปรุงอย่างไร”