ข่าว

ฝาแฝดยอดกตัญญูหาเงินเลี้ยงย่าวัย71ปี

ฝาแฝดยอดกตัญญูหาเงินเลี้ยงย่าวัย71ปี

12 พ.ค. 2552

ฝาแฝดยอดกตัญญูเมืองสี่แควไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องออกจากโรงเรียนมาเร่ขายน้ำสนุนไพร เพื่อหาเงินเลี้ยงย่าวัย 71 ปีที่ป่วย วอนผู้ใหญ่ใจบุญช่วยเหลือ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้สถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดนครสวรรค์ เริ่มเปิดเทอมกันแล้วมีบรรดาพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต่างก็มาส่งลูกหลานไปโรงเรียนกันแต่เช้า นักเรียน ผู้ปกครอง ต่างก็ชื่นชมกับชุดนักเรียน เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ใหม่ เพราะว่าทางรัฐบาลเขาแจกให้ฟรีตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี กันถ้วนหน้า แต่ว่าอีกมุมหนึ่งของสังคม ยังมีเด็กๆอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะว่าฐานะทางบ้านยากจน ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยผู้ปกครองทำงานหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆเท่านั้นมองหาอนาคตไม่เจอ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตลาดสดเทศบาลนครนครสวรรค์ เป็นภาพที่ชาวบ้านชินตามานานกว่า 2 ปีแล้ว ที่พี่น้องฝาแฝด คือ ด.ช.ธนาวุฒิ และ ด.ช.ธนายุติ เพ็ญจันทร์ หรือ น้องเก็ต และ น้องก๊อต อายุ 11 ปี ต้องออกจากโรงเรียนมาเข็ญรถขายน้ำมนุนไพรหาเงินเลี้ยงย่าวัย 71 ปี ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นเขา เพราะว่าพี่น้องคู่นี้ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขณะที่เรียนได้เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งในเทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อออกมาขายน้ำหวาน น้ำสำรอง น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก เก็กฮวย ขวดละ 10 บาท หากใส่ถุงก็ถุงละ 7 บาท เพื่อหาเงินเลี้ยงย่าคือนาง กี แซ่แพ้ อายุ 71 ปี ที่ป่วยด้วยโรคกระดูก เบาหวาน ความดัน สารพัด ไม่สามารถหาเงินเลี้ยงหลานได้

 เด็กชาย ธนาวุฒิ เล่าว่า ชีวิตครอบครัวอยู่ด้วยกัน 5 คน มีย่า อาที่ป่วยด้วยอาการทางสมอง และ น้องชาย 1 คน น้องสาว 1 คน มาอาศัยพื้นที่ริมถนน ปลูกเป็นเพลิงแคบๆไม่ถึง 2 ตารางเมตร ในซอยมาตุลี เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ โดยเสียค่าเช่าให้เทศบาลนครนครสวรรค์วันละ 20 บาท

 ด.ช.ธนาวุฒิ เล่าอีกว่า ชีวิตประจำวันของต้องตื่นแต่เช้ามืดช่วงตีห้า เพื่อไปซื้อหาใบบัวบก ใบเตย เก็กฮวย มะตูมและวัตถุดิบอื่นๆ ในตาดสดเทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อนำมาหันและต้มทำน้ำสมันไพรเร่ขาย ยึดอาชีพดั้งเดิมที่ย่าเคยทำหาเลี้ยงตนและพ่อเรื่อยมา แต่ว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ย่าได้ป่วยไม่สามารถขายของได้ ตนและน้องชายจึงออกจากโรงเรียนมาช่วยย่าขายน้ำ โดยทุกวันนี้เมื่อทำน้ำสมุนไพรเสร็จแล้ว จะต้องแยกกันไปขายในตลาดสด ขวดละ 10 บาท หากใส่ถุงก็ถุงละ 7 บาท เดินขายรอบๆตลาด ตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงจึงถึงประมาณ 21.00 น. ส่วนรายได้ทั้งสองคนรวมกันเพียง 200-300 บาท/วัน เท่านั้น

 “เสียดายที่ตนและน้องชายไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องเสียสละให้องสาวได้เรียนหนังสือ เพราะว่าต้องออกจากโรงเรียนว่าทางบ้านยากจนไม่มีเงิน แต่ก่อน ย่า เคยหาเงินส่งเสียให้เรียนแต่วันนี้ ย่าไม่มีเงิน และป่วยเป็นโรคประจำตัวมานานแล้ว ทั้งเบาหวาน ความดัน โรคกระดูก ตนอยากจะดูแลย่า จึงต้องออกมาช่วยย่าขายของ เพราะย่าทำงานไม่ไหวแล้ว ยากเรียนหนังสือมากแต่คงไม่มีโอกาส ส่วนพ่อก็เสียชีวิตไปตั้งแต่ตนอายุ 3 ขวบ จากนั้นไม่นานแม่ก็หนีไปมีสามีใหม่ ทิ้งให้ตนและน้องๆอยู่กับย่า นานๆทีจะกลับมาเยี่ยม แต่ในช่วง 2 ปีมานี้ยังไม่ได้เห็นหน้าแม่เลย มีแต่ย่าเท่านั้นที่คอยเลี้ยงดูตนเองเรื่อยมา จึงยอมออกจากโรงเรียนไม่ได้เรียนหนังสือ จึงขอวิงวอนหากมีผู้ใหญ่ใจบุญช่วยเหลือครอบครัว จะกลับไปเรียนหนังสือนำความรู้ออกมาช่วยเหลือประเทศชาติต่อไป”เด็กชาย ธนาวุฒิ กล่าว

 ด้านนาง กี แซ่แพ้ อายุ 71 ปี ย่า กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจและสงสารหลานทั้งสองคนมาก ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กๆคนอื่นเขา ต้องออกจากโรงเรียนแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อมาช่วยขายของ หาเงินเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องคนในครอบครัว จึงไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่นเขา ส่วนตัวเองก็ป่วยเป็นโรคประจำตัวมานานกว่า 10 ปี สำหรับชีวิตหลานแฝดคู่นี้น่าสงสาร เพราะว่าพ่อของเขาถูกคนร้ายแทงเสียชีวิต เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าคู่อริเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และหลังจากที่ลูกชายเสียชีวิตลงตนเองก็รับหลานทั้งสองคนมาเลี้ยง ส่งเสียให้เรียนหนังสือได้แค่เพียงชั้น ป.3 เท่านั้น เพราะว่าไม่มีเงินเพียงพอ ทั้งๆที่อยากให้หลานได้เรียนหนังสือ แต่คนจนต้องทำใจ เลยต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยขายของอย่างที่เห็น