
ฝาแฝดยอดกตัญญูหาเงินเลี้ยงย่าวัย71ปี
ฝาแฝดยอดกตัญญูเมืองสี่แควไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องออกจากโรงเรียนมาเร่ขายน้ำสนุนไพร เพื่อหาเงินเลี้ยงย่าวัย 71 ปีที่ป่วย วอนผู้ใหญ่ใจบุญช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้สถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดนครสวรรค์ เริ่มเปิดเทอมกันแล้วมีบรรดาพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต่างก็มาส่งลูกหลานไปโรงเรียนกันแต่เช้า นักเรียน ผู้ปกครอง ต่างก็ชื่นชมกับชุดนักเรียน เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ใหม่ เพราะว่าทางรัฐบาลเขาแจกให้ฟรีตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี กันถ้วนหน้า แต่ว่าอีกมุมหนึ่งของสังคม ยังมีเด็กๆอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะว่าฐานะทางบ้านยากจน ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยผู้ปกครองทำงานหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆเท่านั้นมองหาอนาคตไม่เจอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตลาดสดเทศบาลนครนครสวรรค์ เป็นภาพที่ชาวบ้านชินตามานานกว่า 2 ปีแล้ว ที่พี่น้องฝาแฝด คือ ด.ช.ธนาวุฒิ และ ด.ช.ธนายุติ เพ็ญจันทร์ หรือ น้องเก็ต และ น้องก๊อต อายุ 11 ปี ต้องออกจากโรงเรียนมาเข็ญรถขายน้ำมนุนไพรหาเงินเลี้ยงย่าวัย 71 ปี ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นเขา เพราะว่าพี่น้องคู่นี้ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขณะที่เรียนได้เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งในเทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อออกมาขายน้ำหวาน น้ำสำรอง น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก เก็กฮวย ขวดละ 10 บาท หากใส่ถุงก็ถุงละ 7 บาท เพื่อหาเงินเลี้ยงย่าคือนาง กี แซ่แพ้ อายุ 71 ปี ที่ป่วยด้วยโรคกระดูก เบาหวาน ความดัน สารพัด ไม่สามารถหาเงินเลี้ยงหลานได้
เด็กชาย ธนาวุฒิ เล่าว่า ชีวิตครอบครัวอยู่ด้วยกัน 5 คน มีย่า อาที่ป่วยด้วยอาการทางสมอง และ น้องชาย 1 คน น้องสาว 1 คน มาอาศัยพื้นที่ริมถนน ปลูกเป็นเพลิงแคบๆไม่ถึง 2 ตารางเมตร ในซอยมาตุลี เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ โดยเสียค่าเช่าให้เทศบาลนครนครสวรรค์วันละ 20 บาท
ด.ช.ธนาวุฒิ เล่าอีกว่า ชีวิตประจำวันของต้องตื่นแต่เช้ามืดช่วงตีห้า เพื่อไปซื้อหาใบบัวบก ใบเตย เก็กฮวย มะตูมและวัตถุดิบอื่นๆ ในตาดสดเทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อนำมาหันและต้มทำน้ำสมันไพรเร่ขาย ยึดอาชีพดั้งเดิมที่ย่าเคยทำหาเลี้ยงตนและพ่อเรื่อยมา แต่ว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ย่าได้ป่วยไม่สามารถขายของได้ ตนและน้องชายจึงออกจากโรงเรียนมาช่วยย่าขายน้ำ โดยทุกวันนี้เมื่อทำน้ำสมุนไพรเสร็จแล้ว จะต้องแยกกันไปขายในตลาดสด ขวดละ 10 บาท หากใส่ถุงก็ถุงละ 7 บาท เดินขายรอบๆตลาด ตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงจึงถึงประมาณ 21.00 น. ส่วนรายได้ทั้งสองคนรวมกันเพียง 200-300 บาท/วัน เท่านั้น
“เสียดายที่ตนและน้องชายไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องเสียสละให้องสาวได้เรียนหนังสือ เพราะว่าต้องออกจากโรงเรียนว่าทางบ้านยากจนไม่มีเงิน แต่ก่อน ย่า เคยหาเงินส่งเสียให้เรียนแต่วันนี้ ย่าไม่มีเงิน และป่วยเป็นโรคประจำตัวมานานแล้ว ทั้งเบาหวาน ความดัน โรคกระดูก ตนอยากจะดูแลย่า จึงต้องออกมาช่วยย่าขายของ เพราะย่าทำงานไม่ไหวแล้ว ยากเรียนหนังสือมากแต่คงไม่มีโอกาส ส่วนพ่อก็เสียชีวิตไปตั้งแต่ตนอายุ 3 ขวบ จากนั้นไม่นานแม่ก็หนีไปมีสามีใหม่ ทิ้งให้ตนและน้องๆอยู่กับย่า นานๆทีจะกลับมาเยี่ยม แต่ในช่วง 2 ปีมานี้ยังไม่ได้เห็นหน้าแม่เลย มีแต่ย่าเท่านั้นที่คอยเลี้ยงดูตนเองเรื่อยมา จึงยอมออกจากโรงเรียนไม่ได้เรียนหนังสือ จึงขอวิงวอนหากมีผู้ใหญ่ใจบุญช่วยเหลือครอบครัว จะกลับไปเรียนหนังสือนำความรู้ออกมาช่วยเหลือประเทศชาติต่อไป”เด็กชาย ธนาวุฒิ กล่าว
ด้านนาง กี แซ่แพ้ อายุ 71 ปี ย่า กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจและสงสารหลานทั้งสองคนมาก ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กๆคนอื่นเขา ต้องออกจากโรงเรียนแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อมาช่วยขายของ หาเงินเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องคนในครอบครัว จึงไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่นเขา ส่วนตัวเองก็ป่วยเป็นโรคประจำตัวมานานกว่า 10 ปี สำหรับชีวิตหลานแฝดคู่นี้น่าสงสาร เพราะว่าพ่อของเขาถูกคนร้ายแทงเสียชีวิต เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าคู่อริเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และหลังจากที่ลูกชายเสียชีวิตลงตนเองก็รับหลานทั้งสองคนมาเลี้ยง ส่งเสียให้เรียนหนังสือได้แค่เพียงชั้น ป.3 เท่านั้น เพราะว่าไม่มีเงินเพียงพอ ทั้งๆที่อยากให้หลานได้เรียนหนังสือ แต่คนจนต้องทำใจ เลยต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยขายของอย่างที่เห็น



