
'บิ๊กบัง'มองนักการเมืองชนวนขัดแย้ง
'ประธานปรองดอง'มองนักการเมือง 'ชนวนเหตุประเทศขัดแย้ง' : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกมธ.ปรองดอง โดย ขนิษฐา เทพจร
ประเด็นร้อนที่สุด...คงหนีไม่พ้น “วิถีทางสร้างปรองดอง” ของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 นั่งเป็นประธาน ว่า...จะเป็นวิถีที่ลดดีกรีความขัดแย้งได้จริงหรือไม่
เพราะลำพังแค่การเสนอเรื่องให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ให้ความเห็นว่าจะอนุญาตให้สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติเรื่องรายงานการปรองดองหรือไม่...ก็เล่นเกม...วิวาทะ...จนอุณหภูมิเย็นช่ำในสภาร้อนจนปรอทเกือบแตก!! คล้อยหลังเหตุการณ์วุ่นๆ ไม่กี่ชั่วโมง
“พล.อ.สนธิ” ตอบรับคำนัดแนะให้สัมภาษณ์อย่างเปิดใจกับ “เครือเนชั่น” สะท้อนมุมมองส่วนตัวว่า ปัญหาขัดแย้งเมืองไทยขณะนี้ เกิดจากตัวนักการเมือง ที่หยิบจับทุกประเด็น มาสร้างวาทกรรมทางการเมือง เพื่อเอาชนะคะคานอีกฝ่าย หวังเอาประโยชน์ดีๆ เข้าตัว โดยไม่ได้ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก
ทั้งที่ความตั้งใจหลัก นับตั้งแต่อาสาตัวมาทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาถึงวันที่รับเป็นประธานคณะกรรมาธิการปรองดอง ในสภาผู้แทนราษฎร ล้วนมีเจตนาดี ที่อยากยุติความขัดแย้ง ปรารถนาจะสร้างความปรองดองให้สังคม ให้คนในสังคมมีความรัก ความสามัคคี แต่กลับถูกทำลาย!
ประธานกรรมาธิการปรองดองตอบข้อสังสัยอีกว่า การนำเสนอรายงาน กมธ.ปรองดอง เข้าสู่สภานั้น ทำถูกต้องตามขั้นตอน และถูกต้องตามหลักการที่เป็นผู้วางกรอบการปฏิบัติไว้ตั้งแต่วันแรกที่นั่งหัวโต๊ะ กล่าวคือ ใช้หลักคิด “ลืมอดีต คิดปัจจุบัน สร้างอนาคต” และในการประชุมกรรมาธิการให้ตัดความเป็นพรรคการเมืองออกไป รวมจะไม่มีการใช้มติ เพราะการลงมติคือการแข่งขัน คือการต่อสู้ เอาแพ้ เอาชนะ เพื่อให้กระบวนการทำงานเดินหน้าปราศจากความทำงานเพื่อไม่ให้มีความขัดแย้ง
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมกรรมาธิการปรองดองด้วยคนกลุ่มเล็กๆ กลับถูกนำไปขยายผลในทางการเมือง ประเด็นนี้ “พล.อ.สนธิ” ไม่ปฏิเสธว่า ต้นตอเกิดเพราะนักการเมืองไม่ยอมเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน พร้อมระบุย้ำว่า บุคคล 4 ประเภทคือ ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉา ขี้โอ้ขี้อวด โดยเฉพาะความขี้อิจฉา กับขี้โอ้ขี้อวด อวดว่าฉันเก่ง ใครจะเก่งกว่าฉันไม่ได้นั้น เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเมื่อเรื่องมันถูกนำเข้าสู่พรรคการเมืองของตัวเอง จากความปรองดอง ก็ถูกนำไปตีความเป็นเรื่องการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เกิดประเด็นวาทกรรม ประเด็นทางการเมือง ทั้งที่การทำงานของกรรมาธิการปรองดองเป็นไปตามขั้นตอนและหลักการทั้งสิ้น รายงานปรองดอง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องนำเข้าสภา เพราะยิ่งเก็บเอาไว้เท่าไร ความขัดแย้งจะเพิ่มมากขึ้น...มากขึ้น
“ผมบอกได้เลยว่า ไม่จริงที่มีคนบอกว่า กรรมาธิการปรองดองมีธง แต่สิ่งที่คนเขาพูดเป็นความพยายามดึงเรื่องให้เข้ามาเป็นเกมทางการเมือง เหมือนกับครั้งที่มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทั้งที่ตอนแรกมีคนชื่นชม แต่เมื่อถูกนำไปขยายผลทางการเมือง ความชื่นชมก็ถูกลดทอน”
อย่างไรก็แล้วแต่ ภายหลังจากที่ “รัฐสภา” อนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติรายงานกรรมาธิการปรองดองได้ ในสมัยนิติบัญญัติได้แล้ว “นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา” ออกมาขานรับว่าจะบรรจุเรื่องนี้...เข้าสู่วาระการประชุมวันที่ 4 เมษายนนี้
ทำให้ “ฝ่ายค้าน” ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นความเร่งรีบ...เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมในการออกกฎหมายปรองดอง หรือนิรโทษกรรม เพื่อเอื้อให้แก่ “อดีตนายกฯ-ทักษิณ ชินวัตร” พร้อมชี้ชวนให้สังคมว่า “รายงานกรรมาธิการปรองดอง” ชิ้นนี้ เป็นแบ็กอัพ รับรองการกระทำที่จะเกิดในอนาคตเป็นอย่างดี และอีกทางจะกลายเป็นจุดแตกหักให้ “วิกฤติบ้านเมือง” ที่นอนรอปะทุทันที
ประเด็นนี้ “พล.อ.สนธิ” ได้ส่ายหน้า พร้อมยกมือปฏิเสธว่า...การกระทำใดๆ ที่เกิดภายหลังจากที่การทำงานของกรรมาธิการปรองดองแล้วเสร็จ....ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการ เพราะเป็นเรื่องของสภา ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ อีกทั้งหากเกิดความขัดแย้ง อย่างที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านทำนาย...ไม่เกี่ยวกับตนที่จะรับผิดชอบ เพราะในการทำงานของกรรมาธิการ ปรองดอง มีหลายพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์นั่งร่วมอยู่ด้วย
ในประโยคทิ้งท้าย สำหรับความปรองดองที่ไม่เกิดขึ้นได้ แม้ว่า “พล.อ.สนธิ” จะเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2549 รวมถึงตอนนี้ล่วงเลยมาแล้ว 5 รัฐบาล เขามองว่า ผู้นำทางการเมืองที่เข้ามา มุ่งแต่ทำงานทางการเมืองการปกครองและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กลับละเลยการแก้ปัญหาสังคม
แต่ “อดีตประธาน คมช.” กลับไม่ได้มองว่าความขัดแย้งที่เกิดในห้วง 6 ปีที่ผ่านา เกิดจาก “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ” ที่ยังเจ็บแค้นจากการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 และไม่ยอมลดวาลามือ
ซึ่งในปัจจุบัน “ทักษิณ” ก็ยังไม่ยอมที่จะให้อภัย...กับฝ่ายที่มากระทำเขาและครอบครัว
ฉากต่อไปหลังจากนี้... “อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ” จะใช้ช่องทางไหน ขับเคลื่อนความปรองดอง...และจะทำให้เป็นจริงหรือไม่...เขากล่าวสั้นๆ ว่า “ท้าทาย”
............
(หมายเหตุ : 'ประธานปรองดอง'มองนักการเมือง 'ชนวนเหตุประเทศขัดแย้ง' : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกมธ.ปรองดอง โดย ขนิษฐา เทพจร)



