ข่าว

'กิตติรัตน์'บี้ธปท.บาทต้องอ่อน!

'กิตติรัตน์'บี้ธปท.บาทต้องอ่อน!

28 มี.ค. 2555

"กิตติรัตน์" เสียงแข็งส่งสัญญาณบาทอ่อนเป็นหน้าที่ ชี้ ธปท.ต้องรับฟัง เถียงให้น้อยลง มองช่วยส่งออกและสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน ด้านพาณิชย์เผยส่งออก ก.พ.กระเตื้องเพิ่มขึ้น 0.91%

          นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องการเห็นค่าเงินบาทอ่อนลงจากปัจจุบัน ก็เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและดูแลไม่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรในค่าเงินบาท ซึ่งแนวโน้มของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในไทยจำนวนมาก จะทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และมาเก็งกำไรจากค่าเงินบาท ในฐานะผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวม จึงได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดูแลเงินบาทให้อ่อนค่าลง

          "ผมไม่ใช่แค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ยังเป็นผู้ดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ การที่ส่งสัญญาณว่าอยากให้บาทอ่อน ก็เพราะต้องการแบบนั้นจริง และผมก็ไม่ชอบที่จะให้เงินทุนไหลเข้ามามาก ผมไม่มีหน้าที่เถียงกับ ธปท. และธปท.ก็ไม่มีหน้าที่มาเถียงผม แค่ฟังผมและเถียงผมให้น้อยลง แล้วทุกอย่างจะดีเอง" นายกิตติรัตน์กล่าว

          ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทในขณะนี้ถือว่าเหมาะสมกับภาพรวมเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้าขายของประเทศไทย และธปท.เองก็ไม่มีนโยบายที่จะไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนที่มากเกินไป เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.ในปัจจุบันไม่ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวกำหนด 

          ขณะที่นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า การดำเนินนโยบายเงินบาทอ่อนค่านั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคงเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ส่งออกไทย ขณะเดียวกันก็มีผลเสียตรงที่ทำให้ราคาสินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินนโยบายการเงินอ่อนค่า เพราะถึงแม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงก็ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกของไทยจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเวลานี้กำลังเผชิญกับปัญหา ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย 

          นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นและกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ที่ส่งผลกระทบหดตัวติดต่อกันมาตลอด 3 เดือนตั้งแต่พฤศจิกายน 2554 - มกราคม 2555 โดยเดือนกุมภาพันธ์ มีมูลค่า 19,038.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกยังติดลบ 2.36% ด้วยมูลค่า 34,775.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

          ทั้งนี้ การส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดสำคัญ ตลอดจนประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนคืออินโดจีนและพม่าที่ไทยส่งออกไปเพิ่มขึ้นขยายตัว  47.4% โดยสินค้าอาหารยังเป็นปัจจัยหลักขยายตัวถึง 23.6% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นครัวโลกของไทยได้ดี