ข่าว

'ประยุทธ์'ปัดวิจารณ์ปรองดองดึง'แม้ว'กลับ

'ประยุทธ์'ปัดวิจารณ์ปรองดองดึง'แม้ว'กลับ

28 มี.ค. 2555

"ประยุทธ์" ลั่นยังไม่ถึงเวลาทหารจุ้นแก้การเมือง ชี้ปมขัดแย้งต้องแก้เป็นรายๆไป เลี่ยงวิจารณ์ "ปรองดอง" ดึง "แม้ว" กลับ อ้างให้ดูกม. ยันแตกแยกปัญหาชาติไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง ย้ำไม่เคยพูด "ปฏิวัติ" รอบสอง วอนเลิกคิดเหตุ 19 ก.ย. 49 รับโยกย้ายมีฟาสท์แทร็ก แต่ทุก

              เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 มี.ค.  ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกันต่อแนวทางการปรองดองว่า คนไทยก็เป็นแบบนี้ บางทีความคิดเห็นแตกต่างกัน เรามีบทเรียนมาหลายครั้งแล้วที่ความคิดเห็นไม่เหมือนกัน คิดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ไม่เหมือนกัน แต่ต้องหาจุดต่างแล้วเดินไปแก้ปัญหาให้ได้ ทั้งกลไกจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ยุติธรรม ซึ่งทหารหวังว่าบ้านเมืองจะเรียบร้อยปลอดภัย

              แต่ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ทหารจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะนี้เป็นเรื่องของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการของแต่ละฝ่ายที่จะแก้กันไป ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไปหาวิธีการอื่น ถ้าไม่เรียนรู้ในวันนี้จะอยู่กันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าทหารจะนิ่งดูดายหรือไม่สนใจ แต่เราติดตามสถานการณ์ทางการเมืองตามคำสั่งรมว.กลาโหมอยู่แล้ว และคาดหวังเหมือนทุกคนว่า ทำอย่างไรบ้านเมืองจะปลอดภัยและไม่เกิดอะไรเสียหายซ้ำซ้อน แต่การเตรียมการมุ่งไปสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเมือง เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ชาติ บทบาทของทหารขณะนี้จะอยู่ในจุดที่ควรอยู่ คือ ทำหน้าที่ของทหารให้ดีที่สุดในการป้องกันชายแดน การแก้ปัญหาภาคใต้ และงานขุดลอกคูคลอง อย่าเอาเราไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งจะเหมาะสมกว่า
 
             เมื่อถามถึงการปฏิวัติรอบสอง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้ ผมพูดไปหลายครั้งแล้ว ต่อไปนี้คงจะไม่ตอบว่า ใช่หรือไม่ เพราะผมตอบไปหลายครั้ง ต้องไปถามคนพูด ถามคนเขียนว่า เขียนจากไหน เอาจากใคร คิดว่า ทุกคนหวังดีกับชาติบ้านเมือง แต่อาจจะมองคนละมุม แต่ท้ายสุดต้องมาเจอกันให้ได้ว่า ประเทศชาติจะปลอดภัยตรงไหน ถ้ายังขัดแย้งกันอยู่ ทุกคนพูดไม่ตรงกัน มันก็ขัดแย้งกัน สิ่งที่ร้อนอยู่ขณะนี้ จะร้อนมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ ถ้าผมหยุดพูดไปสักคนหนึ่งก็จะเบาลง” 
 
             เมื่อถามว่า แนวทางการปรองดองขณะนี้เป็นการนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ขอกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พวกใดพวกหนึ่ง ตนกล่าวเพียงว่า สิ่งต่างๆเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า ต้องไปหาทางเอา ใครมีผลได้ผลเสียก็ไปแก้เป็นตัวบุคคล เป็นรายๆไป ทุกคนต้องมาช่วยกันเป็นส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพราะเป็นปัญหาของชาติไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ดังนั้นทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมาพูดคุย และต้องใช้ระบบระเบียบแก้ปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาล ฝ่ายบริหาร กระบวนการยุติธรรรม ทหารเป็นเพียงข้าราชการประจำที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ความคิดแตกต่าง แต่ต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ ตนไม่มีคำตอบ เพราะตนไม่ได้อยู่ในกระบวนการ
 
             เมื่อถามว่า กองทัพมีท่าทีอย่างไรต่อความพยามยามที่จะนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า กฎหมายเขาว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าทหารจะทำอะไรก็ได้ ในกฎหมายมาตรา 77 เขียนไว้ว่าทหารมีหน้าที่อย่างไร และยังมีกฎหมายปลีกย่อยอีกทั้งการเคลื่อนย้ายกำลัง การใช้อาวุธ ทุกครั้งที่ทหารจะทำอะไรต้องทำตามกฎระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ การทำอะไรต่างๆถ้าไม่อยู่ในกฎหมาย เช่น การปฏิวัติ 19 ก.ย.49 ก็ไม่อยู่ในกฎหมาย ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นตนไม่รู้ เพราะไม่ใช่หัวหน้าคณะปฏิวัติ ต้องไปถามเอง ดังนั้นอย่าให้เกิดขึ้นอีก และอย่าไปคิดถึงดีกว่า ตนคาดหวังให้สื่อช่วยทำให้สังคมเรียนรู้ กลัวความรุนแรง เพราะตอนนี้สังคมค่อนข้างอ่อนไหว ไม่กลัวความรุนแรง ซึ่งอันตรายต่อบ้านเมือง แล้วจะอยู่ต่อไปอย่างไร ตนอยากให้บ้านเมืองไปได้ เป็นบ้านเมืองที่น่ารัก และอยากคุยกับนักข่าวด้วยอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่อยากทะเลาะกับใครทั้งสิ้น


รับโยกย้ายมีฟาสท์แทร็กแต่ทุกคนมีผลงานชัด

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.ปรีชา จันทร์โอชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 ไม่ได้ขยับขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ว่า การปรับย้ายเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง สิ่งที่เขียนไม่ทราบว่า ได้ข้อมูลจากที่ใด ที่ผ่านมาเป็นไปตามจารีต ประเพณี และ ความมีคุณธรรม จริยธรรมในตัวผู้บังคับบัญชาทุกระดับที่เขาโตมาจากข้างล่าง ที่เลือกบุคคลขึ้นมา กว่าจะถึงวันนี้ต้องมีสติในการทำงานในการแต่งตั้งคน ซึ่งคงจะไม่มีกฎหมายหรืพระราชบัญญัติฉบับใดที่จะมาทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยได้ ถ้าหากได้คนไม่ดีมา เพราะฉะนั้นคนสำคัญที่สุด จะต้องผ่านการคัดเลือกที่ดีขึ้นมา  ทหารรุ่นหนึ่งมีเกือบ 200 คน จะเหลือเป็นนายพลสักกี่คนไม่รู้
 
             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าส่วนประเภทฟาสท์แทร็ค กองทัพบกมีตัวกำหนด ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นญาติของคนนั้น คนนั้นเป็นน้องคนนี้ หรือ คนนี้เป็นเพื่อนคนนั้น ถ้าทำแบบนั้น กองทัพบกจะอยู่ไม่ได้ เพราะกองทัพบกต้องเป็นกองทัพที่ต้องเข้าไปสู้รบในการปฏิบัติหน้าที่ เราต้องเลือกคนให้ดี มีความเหมาะสม ถ้าไม่ทำตามกฎ กติกา กองทัพอยู่ไม่ได้ และ เราก็สั่งคนไม่ได้ เมื่อเขาไปรบก็เหมือนไปตาย ถ้าเราทำไม่ดีหรือไม่ไว้วางใจผู้บังคับบัญชา ต่อไปการทำงานก็จะลำบากมากขึ้น แล้วเราจะมีใครไปรบให้เรา
 
             “ปีนี้คนที่จะขึ้นมาเป็นนายพล คือ ตท.รุ่น 20 บางคนอาจมีฟาสท์แทร็คบ้าง แต่ทุกคนต้องมีผลงานเป็นที่ปรากฎชัด แต่ไม่ใช่จำนวนมากจนเกินเหตุ และไม่ว่าจะทำงานเก่งแค่ไหนก็ต้องมีระยะเวลา ไม่ใช่ว่าจะเกิดเป็นช่องว่างจนห่างมากๆ แล้วขึ้นมา จะปกครองกันอย่างไน จะอยู่ในกลุ่มรุ่นพี่เยอะๆ ไหวหรือไม่ ถ้าหากต่างกัน 2-3 รุ่น ยังพอได้ แต่ถ้าห่างจนเกินไป โตขึ้นมาแล้วแซงหน้าเขามากไม่ได้ แล้วผมก็ไม่ใช่แบบนั้น แม้ผมจะดูเร็วแต่ไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งผมไม่ได้เสียใจ และ น้องชายของผมก็ไม่ได้เสียใจ เพราะเขารู้ว่าเขาต้องเป็นอะไร ผมรุ่น 12 น้องชายผมรุ่น 15 ซึ่งรุ่น 15ในกองทัพภาคที่ 1 ก็ได้เป็นรองแม่ทัพภาค ไม่มีรุ่น 15 คนไหนได้เป็นแม่ทัพภาค"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว