ข่าว

ผบ.ทบ.เต้น'เล่าต๋า'แฉ3เครือข่ายค้ายา

ผบ.ทบ.เต้น'เล่าต๋า'แฉ3เครือข่ายค้ายา

28 มี.ค. 2555

"ประยุทธ์" สั่งหน่วยข่าวเกาะติด 3 เครือข่ายเชื่อมโยงค้ายา สอนคนอย่าโง่ซื้อยามาเสพ หลัง "เล่าต๋า แสนลี่" ออกมาแฉ ผบช.ปส.ยันปราบยาได้ผล ผู้ตรวจราชการสธ.เขต 15 เผยย้ายเภสัชกรดอยหล่อพร้อมสั่งตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรงรพ.ฮอด

              28มี.ค.2555 ตามที่นายเล่าต๋า แสนลี่  อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ที่ถูกจับกุมเมื่อปี2546 เจ้าของฉายา "ราชายาเสพติด" แต่ศาลฎีกาพิพากษา "ยกฟ้อง" ” ออกเปิดเผยมี 3 เครือข่ายโยงการค้ายาเสพติดในประเทศไทยนั้น  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ข่าวของ “คม ชัด ลึก” เจาะลึกมากกว่าทางราชการหรือเปล่า โดยเฉพาะ 3 กลุ่มเครือข่ายที่มีการโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดที่มีการลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันหาข่าวและทางกองทัพก็ได้สั่งการให้ 2 หน่วยงานของกองทัพ คือหน่วยข่าวของกองทัพบก และหน่วยข่าวที่มาจากทางหนังสือพิมพ์พิสูจน์ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสอดประสานกันและกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การระบาดของยาเสพติดในประเทศถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และในช่วงก็มีการลักลอบกันมากขึ้น จนทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนโดยรวมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัด ปริมณฑล และ กทม. ทั้งนี้รัฐบาลเร่งรัดปราบปราม อะไรก็ตามที่มีการปราบปรามมากขึ้นก็จะต้องมีการจับกุม และมีการส่งเข้า-ออก มากขึ้นเป็น 2-3 เท่านั้น เพื่อชดเชยกับสิ่งที่ถูกจับกุม อย่างไรก็ตามกองทัพบกได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ โดยปัจจุบันได้สั่งการให้ 7 กองกำลังของกองทัพบกกวดขันในการลักลอบผ่านตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แต่อาจจะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีหลายเส้นทางที่ทุกคนจะต้องช่วยกัน ทั้งนี้เมื่อกลุ่มขบวนการมีการจับกุมมากขึ้น ก็จำเป็นจะต้องมีการส่งมากขึ้น ดังนั้นอยู่ที่คนของเราว่าจะทำอย่างไรไม่เสพ และไม่โง่ที่ไปซื้อเขามาเสพ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีความคิดที่จะดูแลครอบครัวของตัวเองให้ดีขึ้น และให้เป็นพลเมืองดีของสังคมในอนาคต

ผบช.ปส.โต้"เล่าต๋า"ยันปราบยาได้ผล

              พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. กล่าวถึงกรณีที่นายเล่าต๋าระบุการปราบยาเสพติดไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งปราบยาเสพติดยิ่งมากว่าประเด็นแรกต้องดูว่าคนที่พูดเป็นใคร อย่างไร มีประวัติความเป็นมาจากไหน จะฟังเขาได้มากน้อยแค่ไหน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่และมีมานาน จึงต้องใช้เวลาในการปราบปราม ซึ่งการปราบปรามตอนนี้ได้ผลมาก ในระดับการปราบปรามได้มีการจัมกุม ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่จะทำให้หมดไปจากสังคมได้นั้นไม่ใช่เรื่องของการปราบปรามอย่างเดียว ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชน

 "เห็นได้ชัดว่าขณะนี้ยาเสพติดเริ่มมีการนำเข้ามาทางภาคอีสาน เพราะทางภาคเหนือถูกเรากดดันอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้ยาเสพติดที่นำเข้ามาทางภาคเหนือน้อยลง สำหรับตัวนายเล่าต๋า เองทางตำรวจก็ยังคงจับตาดูอยู่ การที่เขาพูดเราก็ฟังได้ แต่ต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร อย่างไร หากเขาสำนึกกลับตัวเป็นคนดี ผมก็ยินดีด้วย เขาจะได้ทำดีเพื่อประเทศบ้าง" ผบช.ปส.กล่าว


สั่งย้ายเภสัชกรดอยหล่อตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรงรพ.ฮอด

              นายแพทย์วิศิษฏ์ ตั้งนภากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 15 เดินทางมาประชุมประจำเดือนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ 4  จังหวัด โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขในจังหวัดลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุม พร้อมกล่าวว่า  หลังจากพบสิ่งผิดสังเกตกรณีซูโดอีเฟดรีนในส่วนของพื้นที่เขตรับผิดชอบ 4 จังหวัด  จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบขึ้นตามกระบวนการของข้าราชการเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ซึ่งได้ตรวจสอบข้อมูลระหว่างวันที่  1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา พบว่ามีโรงพยาบาล 4  แห่งคือ โรงพยาบาลดอยหล่อ โรงพยาบาลฮอด และโรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ และโรงพยาบาลเสริมงาม จ.ลำปาง ที่ตัวเลขการตรวจสอบการสั่งซื้อยาจากทางสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) กับตัวเลขทางโรงพยาบาลที่ได้ไม่ตรงกัน จึงได้ดำเนินการตรวจสอบ
 
              โดยผลจากการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงสำเร็จไปแล้ว 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลดอยหล่อและโรงพยาบาลฮอด สำหรับที่โรงพยาบาลดอยหล่อพบกว่ากระบวนการความผิดพลาดเข้าใจว่ามีการสั่งซื้อยาโดยใช้ชื่อโรงพยาบาล เชื่อว่าน่าจะกระทำโดยเภสัชกรซึ่งได้นำเสนอเรื่องนี้กับนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และได้มีคำสั่งจากทางจังหวัดให้เภสัชกรมาช่วยราชการที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ก่อน และตอนนี้คำสั่งให้มาช่วยราชการที่กระทรวงฯแล้ว
 
              ส่วนที่โรงพยาบาลฮอดผลการสอบข้อเท็จจริงพบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 คน คือ ผอ.โรงพยาบาล เภสัชกร และเจ้าพนักงานเภสัช เท่าที่ทราบตอนนี้คือผอ.ไม่มีส่วนรู้เห็นในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่อยู่ในฐานะควบคุมการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่ตัวเภสัชกรและเจ้าพนักงานเภสัชกรเข้าใจว่าน่าจะมีส่วนร่วมทำให้ยาหายไปจากโรงพยาบาล ตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโดยมีตนเองเป็นประธานกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโรงพยาบาลฮอด ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ถูกสงสัยว่ามีความผิดเป็นข้าราชการระดับสูงระดับเชี่ยวชาญ หรือระดับ 9
 
              "ตอนนี้คงต้องรอให้มีการประชุมในคณะกรรมการก่อนเพื่อกำหนดแผนดำเนินการและลงไปในพื้นที่อีกครั้ง สำหรับความผิดนั้นคงต้องว่ากันตามความผิดที่เกิดขึ้น กรณีของโรงพยาบาล ดอยหล่อ เท่าที่ทราบผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น จะไม่มีการสอบสวนทางวินัย หรือถ้าจะสอบจะเกี่ยวข้องกับวินัยไม่ร้ายแรง ส่วนเภสัชกรถ้าพบกระทำความผิดเข้าข่าย ลักษณะร้ายแรงจะต้องลงโทษ รุนแรงสุดถึงขั้นไล่ออกหรือการให้ออก สำหรับโรงพยาบาลฮอดแนวโน้มการสืบสวนในส่วนของผู้อำนวยการจะเป็นความผิดไม่ร้ายแรง ส่วนเภสัชกรและผู้ช่วยเภสัชกร จะเข้าข่ายวินัยร้ายแรง" นายแพทย์วิศิษฏ์ กล่าว
 
              สำหรับที่โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ นั้น ตัวเลขที่โรงพยาบาลรายงานมามากกว่าที่อย.รายงานมา แต่เมื่อดูตัวเลขจริงๆ เป็นการนับตัวเลขที่แตกต่างกันในช่วงเวลา โดยโรงพยาบาลซื้อยามากกว่าที่บริษัทยารายงาน เพราะได้นำตัวเลขรายงานของปี 2555 มาด้วย เบื้องต้นจึงยังไม่มีความผิดปกติของการสั่งซื้อยา
 
              นายแพทย์วิศิษฏ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโรงพยาบาลเสริมงาม จ.ลำปาง ตอนนี้เท่าที่ทราบจากการสืบข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นทางการผู้ที่ถูกกล่าวหาคือเภสัชกร ซึ่งได้ลาออกจากราชการไป แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 แต่กระบวนการสืบหาข้อเท็จจริงคงต้องเชิญมาให้การ เบื้องต้นทราบว่าได้ใช้ชื่อโรงพยาบาลสั่งซื้อยาเพื่อไปใช้ในกิจการส่วนตัว โดยมีตัวเลขที่รายงานต่างกันประมาณ  1.2 แสนเม็ด ถ้าผลการสอบสวนว่ามีความผิดจะมีผลทางวินัยย้อนหลัง จากลาออก จะเป็นปลดออกหรือไล่ออกแทน
 
              "โรงพยาบาลทั้ง 4 แห่ง จะเชื่อมโยงยาเสพติดหรือไม่นั้น ผมคงไม่กล้าตอบ เพราะเท่าที่เห็นได้มีการสั่งยามีส่วนประกอบของซูโดอีเฟดรีนได้กระทำก่อนมีการควบคุมในเดือนธันวาคม 2554  สิ่งที่พอมองเห็นคือ การขายยาของบริษัทในโรงพยาบาลบางรายยาถูกกว่าขายในท้องตลาด อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสบโอกาส ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำยาที่ซื้อราคาถูกไปขายใน ร้านตัวเองในราคาที่แพงขึ้น เพราะต้องการสjวนต่างราคา" นายแพทย์วิศิษฏ์ กล่าว
 
              ส่วนโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงนั้น คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนถือเป็นสถานพยาบาลเอกชนตามพรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2551 ซึ่งเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายคือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยมีสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ  (สปรส.) ดูแล ในแง่ของอำนาจตรวจสอบนั้นต้องขึ้นอยู่กับทางกรมซึ่งมีอำนาจเต็ม ถ้าหากขอ ความร่วมมือจังหวัดในการตรวจสอบก็สามารถทำได้ ฉะนั้นต้องขอความชัดเจนกับทางกรมก่อนจึงจะทำการตรวจสอบได้


พบรพ.เอกชน1ใน3แอบสั่งซูโดอีเฟดรีนกว่า6หมื่นเม็ด

              นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลยาที่มีสารซูโดอีเฟดรีนในโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 3 แห่ง พบว่า 1 แห่งมีความผิดปกติของการสั่งกว่า 60,000 เม็ด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อโรงพยาบาลได้ ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ต่างจากโรงพยาบาลของรัฐบาล ลักษณะจะคล้ายๆ กันคือมีการแอบอ้างใช้ชื่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปสั่งยาผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ยาก็ไม่ได้เข้าโรงพยาบาล

              ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของทาง สสจ. โดยความผิดที่ สสจ.เชียงใหม่รับผิดชอบ คือการรายงานเท็จ เป็นโทษปรับ 2 หมื่นบาท ส่วนความผิด ของยาหายหรือยาไม่เข้าสู่ระบบโรงพยาบาลเป็นความผิดที่ทางพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินการต่อ ซึ่งความรับผิดชอบจะอยู่ที่โรงพยาบาลจนกว่าจะพิสูจนได้ว่าควมผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของ โรงพยาบาลเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ต้องรอพนักงานสอบสวนดำเนินการ ส่วนสสจ.ได้รายงาน อ.ย.ให้ทราบและจะดำเนินการปรับในโทษของการรายงานไม่ถูกต้อง