ข่าว

'ธีรยุทธ'ระดมสมองนำปท.ออกจากขัดแย้ง

'ธีรยุทธ'ระดมสมองนำปท.ออกจากขัดแย้ง

28 มี.ค. 2555

"ธีรยุทธ" ระดมนักวิชาการจัดเสวนาโต๊ะกลมทุกเดือน เปิดพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการนำประเทศออกจากความขัดแย้ง ก่อนเกิดวิกฤติรุนแรงทางการเมืองอีก "เสธ.หนั่น" หวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนใจ "พล.อ.สนธิ" ถอนรายงานปรองดอง ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมจัดงานครบรอบ 12 ปี เชิ

             28มี.ค.2555 ที่ห้องวรรณไวทยากร ตึกโดม  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  สถาบันพระปกเกล้า สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหหาวิทยาลัย และสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือ 5 สถาบันกับภารกิจขยายพื้นที่เสรีภาพ ให้กับสังคมไทย 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และ 40 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

             นายธีรยุทธ บุญมี ผอ. สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มธ. ได้อ่านแถลงการณ์ร่วมห้าสถาบันระบุว่า เนื่องในโอกาส 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และ 40 ปีของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สิ่งที่ประชาชนไทยได้มาและได้ใช้อย่างเต็มที่คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเรื่องต่างๆ  ซึ่งส่งผลโดยตรงและทางอ้อมในการผลักดัน ให้ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ได้ก้าวมาสู่ยุคปัจจุบัน แม้จะมีช่วงขึ้นลง

             นายธีรยุทธ  กล่าวว่า  แต่โดยรวมดีกว่ายุคเผด็จการ  ห้าสถาบันเห็นพ้องกันว่าปัจจุบันได้ถึงยุคสมัยที่ควรจะขยายพื้นที่และเสรีภาพให้กว้างขวางเพิ่มเติม โดยอาศัยหลักการว่าเสรีภาพคือการใช้สิทธิอำนาจของตัวเอง เพื่อรับผิดชอบต่อตัวเอง ผู้อื่นและส่วนรวม การขยายพื้นที่เสรีภาพจึงบ่งชี้ว่าประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ  ร่วมกันจึงมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก และเสนอปัญหาในทุกประเด็น และจะพยายามขจัดอคติทั้งปวง

             นายธีรยุทธ  กล่าวว่า  สิ่งที่ห้าสถาบันจะเสนอในช่วง ปี 2555- 2556 คือ  1.เสรีภาพในสังคมไทย 2.การแก้ปัญหาโทสะวาท ทุรวาทกรรม เช่นความเกลียดชังในสังคมไทยอย่างยั่งยืนได้อย่างไรเพื่อให้มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในเชิงเจาะลึก 3.มิติการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในความเป็นคนสังคมไทยอย่างยั่งยืน  4.กระบวนการยุติธรรมกับประเทศไทย ในยุคเปลี่ยนผ่านที่มีคนพูดกันมากจึงจำเป็นต้องถกเถียงพูดคุยกัน  5.นโยบายประชานิยม มีผลดี ผลเสียต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทยอย่างไร เพราะมีบทเรียนจากต่างประเทศค่อนข้างมาก
  
             นายธีรยุทธ  กล่าวว่า  6. ความคิดชาตินิยม ข้อดีข้อเสีย เกิดมาอย่างไร เป็นอย่างไร 7. ความหมายและความสำคัญของเสรีภาพ ในการประท้วง การแสวงหาจุดร่วมความเหมาะสม 8.สถาบันพระมหากษัตริย์ ในสังคมเสรีประชาธิปไตย และสังคมข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์
  
             “สถาบันทั้งห้าหวังว่าจะสามารถขยายพื้นที่ สิทธิเสรีภาพทางวิชาการให้ครอบคลุมองค์กรวิชาการและนักวิชาการจากสาขาวิชาการต่างๆ  ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ให้มาร่วมแสดงออกและทำความเข้าใจประเด็นปัญหาที่สำคัญ”นายธีรยุทธกล่าว
  
             ด้านนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอกล่าวว่าทีดีอาร์ไอ พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพราะสังคมมีความขัดแย้งสูง ไม่ค่อยมีทางออก ทางออกตีบตัน เสรีภาพวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ ในการแสวงหาทางออกให้กับภาวะที่ตีบตันนี้ได้ ปัญหาสังคม การเมือง มีความซับซ้อนมากขึ้น ทางการเมืองก็พยายามหาทางออกด้วยนโยบายระยะสั้น แสวงหาฐานเสียง ไม่ให้ความสำคัญปัญหาที่ซับซ้อน จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้
  
             นายนิพนธ์  กล่าวว่า เสรีภาพวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้เสรีภาพในประเทศไทยไม่ได้มีทุกตารางนิ้ว แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย นักวิชาการก็ไม่กล้าแสดงออกซึ่งเสรีภาพ เพราะอาจถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายไหน มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง มีปัญหาต้องคดี วิจารณ์มากไปก็โดนแบล็คลิสต์งานวิจัย สื่อมวลชนเองก็มีปัญหาจะไม่ได้โฆษณาจากภาครัฐ
  
             ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า  เวลานี้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน ถ้าฝ่ายวิชาการไม่สามารถนำทุกฝ่ายมาร่วมวงกันได้ ก็จะได้เห็นภาพเหมือนกับการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้นำประเทศไปสู่ความปรองดอง ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ แต่ความเห็นต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง ยุติได้ถ้าทุกฝ่ายมานั่งคุยกันบนโต๊ะ 4-5 ปีที่ผ่านมามันไม่มีพื้นที่ สำหรับความเห็นต่างมาอยู่ด้วยกัน แต่ละคนก็มีมุมของตัวเองแล้วก็มีวิวาทะกัน จึงควรมีเวทีแบบนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน และควรมากกว่านี้ไม่ใช่แค่ 5 สถาบันดังกล่าว 

             นายธีรยุทธกล่าวด้วยว่า  สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีวามจำเป็นที่นักวิชาการจะต้องมาช่วยแก้ไขและตนเห็นว่าเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนตองมีส่วนในการเสนอทางออกให้กับสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย โดยเวทีนี้จะเป็นพื้นที่ของนักวิชาการในประเทศไทยไม่ว่าที่ใดหรือมีความคิดโน้มเอียงไปฝ่ายใดก็ตาม สามารถมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผลและไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินว่าใครผิดใครถูก จะทำให้มีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย

              "หากสถาบันการศึกษาไม่เปิดพื้นที่ทำให้ความขัดแย้งมาเป็นงานวิชาการที่สามารถมาร่วมศึกษาค้นคว้าวิจัยร่วมกันได้ สังคมไทยจะไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น โดยจะจัดเสวนาโต๊ะกลมทุกเดือนและจะเปิดให้สื่อเข้าฟังด้วย เพื่อเสนอทางเลือกกับประเทศอีกทางหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง โดยทุกสถาบันจะร่วมการทำวิจัยปัญหาของสังคมไทยและหาทางออกร่วมกัน" นายธีรยุทธ  กล่าว

              ผู้สื่อข่าวถามว่าอาจจะโดนพรรคเพื่อไทยโจมตีว่าเป็นวิชาการทีมีอคติกับรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ไม่ยอมรับรู้ความเป็นจริงในสังคมไทย นายธีรยุทธ กล่าวว่าเขาจะโจมตีจะว่าอย่างไรก็ปล่อยเขาไปเพราะตนออกมาเปิดพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลแต่นักวิชาการจำเป็นต้องออกมาทำเพื่อให้สังคมมีทางเลือกที่ดีขึ้นและออกจากความขัดแย้ง

              ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหมาวิทยาลัย  กล่าวว่าเสรีภาพของนักวิชาการต้องมากับความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยที่จะต้องทำให้สังคมรับฟังกันมากขึ้น เพราะขณะนี้สถานการณ์การเมืองมีความหมิ่นเหม่ที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งการเปิดพื้นที่ทางวิชาการเพื่อให้ประชาชน ได้มีทางออกจากความขัดแย้งและออกจากปัญหาทางการเมือง ที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศมาตลอด 4-5 ปีนี้และเรากำลังแย่ถ้าไม่เดินไปข้างหน้า แต่ไม่ใช่การลืมอดีตทุกอย่างต้องมีคำตอบที่แท้จริงซึ่ง

              "ผมเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ทางการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ต้องมีกติกาว่าคนไม่มีตำแหน่งทางการเมืองอย่ามีบทบาทเหนือการเมืองเช่นพวกอยู่นอกรัฐธรรมนูญ  ต้องลดทบบาทอย่าไปให้ความสำคัญทำให้คนไทยไม่เห็นความสำคัญของคนนั้นไปด้วย แล้วหันมาพัฒนาประเทศ อย่าปล่อยให้เกิดสงครามจากการปรองดองแต่ปากแต่ไม่มีความจริงใจเพราะทำเพื่อมุ่งหวังเอาชนะหรือแพ้ในทางการเมืองเท่านั้นซึ่งประชาชนต้องมองให้ออกอย่าไปร่วมวงด้วย" นายสุริชัย กล่าว

 

“เสธ.หนั่น”หวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนใจ“พล.อ.สนธิ”ถอนรายงานปรองดอง

              ที่รัฐสภา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงบรรยากาศความวุ่นวายในประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นและควรต้องประนีประนอมกัน ซึ่งหากยังไม่เข้าใจกันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้อาจจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของประเทศได้ ในส่วนของคณะผู้วิจัยสถาบันพระปกเกล้านั้น เมื่อเห็นสังคมประเทศเกิดความขัดแย้งก็น่าจะถอนรายงานออกไป ซึ่งการที่นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาระบุว่า เรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกินความรับผิดชอบของสถาบันไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนั้น ตนคิดว่า ถือเป็นการท้าทายประชาชน นักวิชาการไม่ควรทำแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกมธ.ปรองดองได้ถอนรายงานผลสรุปการศึกษาออกไป เนื่องจากเป็นห่วงที่จะมีการนำเข้าสู่สภาในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ซึ่งคงต้องหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ทั้งพระสยามเทวาธิราช และสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (ร.5) เพื่อขอให้ พล.อ.สนธิกลับใจเสียที เพราะประชุมไปก็ไร้ประโยชน์


ยันพรก.ปรองดองสร้างขัดแย้ง

              ทั้งนี้ตนไม่เชื่อว่า แนวทางผลสรุปของกมธ.จะนำไปสู่ความปรองดองได้จริง ซึ่งคิดว่ารัฐบาลเองควรที่จะได้ร่วมเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย เพราะถ้าหากยังดื้อดึงอยู่ต่อไปอาจเกิดวิกฤติขึ้นได้ และยิ่งมีกระแสข่าวว่ามีการพยายามหาทางออกเป็นพ.ร.ก.ปรองดองก็ยิ่งน่าเป็นห่วง กลัวจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นได้ ตนเห็นว่าอย่าเพิ่งเร่งรีบดำเนินการเรื่องนี้เลยเพราะเชื่อว่าคนไทยยังรู้จักให้อภัยกัน ซึ่งถ้าไปใช้วิธีการอื่นๆเพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเข้ามาก็คงไม่มีความสุข มีแต่อันตราย

รับไม่ได้ข้อเสนอพระปกเกล้าฯ

              เมื่อถามว่าทางสถาบันพระปกเกล้าที่เคยระบุว่าความยุติธรรมต้องไม่ใช่มาจากผู้ชนะ ซึ่งถ้ามีการผลักดันให้เป็นไปตามแนวทางเลือกจริงจะเป็นอย่างไร พล.ต.สนั่น กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้าถือเป็นสถาบันชั้นสูง ต้องทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่พูดไปแล้วถอนไม่ได้ และบอกไม่รับผิดชอบเช่นนี้ ซึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้นตนยกโทษไปที่พระปกเกล้าแน่ หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะ 3 ข้อที่เสนอมาล้วนรับไม่ได้ทั้งสิ้น ทั้งที่ผลวิจัยยังไม่สมบูรณ์ก็น่าเอากลับไปทบทวนใหม่ อย่างไรก็ตาม จากนี้สิ่งที่ตนจะทำคือการเดินสายแสดงความไม่เห็นด้วยต่อไป เพื่อพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนได้ทราบว่า กระบวนการปรองดองต้องเดินอย่างไรจึงจะถูกต้องกันแน่

ขู่อย่าประมาทพันธมิตรฯ

              นอกจากนี้ที่ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เตรียมเคลื่อนไหวหากมีการนิรโทษกรรมจริงนั้น พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลอย่าประมาทขอให้ยับยั้งเรื่องการผลักดันเข้าสู่สภาฯก่อนดีกว่า เพราะที่ผ่านมาการบริหารประเทศตลอด 8 เดือน ก็กำลังไปได้ดี อย่าให้เหตุการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย ซึ่งอาจนำมาสู่ความรุนแรงกว่าปี 2553 ได้อย่างแน่นอนเพราะถึงเวลานั้นประเทศชาติคงล้มละลาย ส่วนเหตุการณ์รัฐประหารจะซ้ำรอยหรือไม่ คิดว่าประวัติศาสตร์บอกมาทุกครั้งไปอยู่แล้ว

ชี้ปัญหาอยู่ที่2คน

              อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ต้องมีการเร่งรัดดำเนินการในเรื่องการเสนอรายงานการปรองดองเข้าสู่สภา คงเพราะอยากกลับบ้าน ซึ่งตนคิดว่าปัญหาเรื่องเหล่านี้อยู่ที่คนสองคน ถ้าทั้งสองสามารถทำความเข้าใจกันได้ประเทศคงเห็นทางออกไปสู่ความสงบนั่นเอง


ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมจัดงานเชิญ”ป๋าเปรม”บรรยายพิเศษ

              ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายศรีราชา เจริญพานิช และนายประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกันแถลงจัดงานครบรอบ 12 ปี การก่อตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยนางผาณิต กล่าวว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 55 และในวันที่ 3 เม.ย.สำนักงานฯจะจัดงานครบรอบ 12 ปี ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยภายในงานได้มีการเชิญพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาบรรยายพิเศษในประเด็นจริยธรรม พร้อมทั้งมอบรางวัล “คนดีแห่งแผ่นดิน” ให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับของสังคม รวมทั้งเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนความโปร่งใสและต่อต้านคอรัปชั่น นอกจากนี้ยังมีการปาฐกถาในหัวข้อ จริยธรรมกับทางรอดของประเทศไทย : ปัญหาและทางออก และหัวข้อ จริยธรรม: ความหวังที่ลางเลือน

              นางผาณิต กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 26,055 เรื่อง ได้ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 24,991 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 90 อยู่ระหว่างการดำเนินการจำนวน 1,064 เรื่อง ซึ่งในเดือนต.ค. 2554 - มี.ค. 2555 ทางผู้ตรวจการฯได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 984 เรื่อง โดยหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองลงมาคือกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ส่วนประเภทเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาในประเด็นจัดซื้อจัดจ้างไม่ถูกต้อง การคัดเลือกไม่โปร่งใส การจัดการไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาความประพฤติของเจ้าหน้าที่ รองลงมาคือเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องการปกครองประเด็นที่มีการร้องเรียนคือการเลือกปฏิบัติ ทุจริตออกกฎหมายไม่ถูกต้องและละเลยการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามสำหรับการตรวจสอบการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมทางผู้ตรวจการฯดำเนินเรื่องมาตั้งแต่ปี 2550 มีทั้งสิ้น 81 เรื่อง โดยดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 44 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงาน 37 เรื่อง โดยร้องเรียนนักการเมืองระดับชาติ 11 เรื่อง ส่วนประเด็นที่ถูกร้องเรียนคือพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทุจริตต่อหน้าที่ บริหารบุคคล โยกย้าย สรรหา แต่งตั้งไม่เป็นธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้วาจาไม่สุภาพ มีพฤติกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม


“บุญยอด”เผย35 ส.ว.เลือกตั้ง หนุนรายงานกมธ.ปรองดอง

              นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จากการศึกษารายชื่อส.ว.ที่ร่วมลงมติสนับสนุนให้สภาสามารถพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญปรองดองฯ พบว่ามีส.ว.ร่วมลงคะแนน 66 คน จากทั้งหมด 150 คน ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก โดยผลการลงคะแนนปรากฏว่ามีส.ว.เห็นด้วย 47 เสียง ซึ่งมาจากส.ว.เลือกตั้ง 35 เสียง ส.ว.สรรหา 12 คน ไม่เห็นด้วย 13 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า ส.ว.เลือกตั้งจากจังหวัดต่างๆ จำนวนถึง 35 คน มีความเห็นไปในทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งควรต้องกลับไปตอบคนในจังหวัดของตัวเองดัวยว่าทำไมจึงมีความเห็นอย่างนั้น ทั้งที่ในการประชุมสภาทางฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นแสดงเห็นผลคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยมองว่ารายงานของคณะกรรมาธิการฯ มีความเร่งรีบและไม่ได้รบการรับรองจากคณะกรรมาธิการทั้งหมด แต่ส.ว.ที่เห็นด้วยก็กลับให้ผ่านไป

 "สถาบันพระปกเกล้า"เผยแพร่ผลวิจัยปรองดองฉบับเต็มผ่านเว็บ

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เผยแพร่รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ฉบับสมบูรณ์  ต่อสาธารณชน โดยสามารถ ดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ http://www.kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=1296&Itemid=1