
ตอมแมลงวัน
ตอมแมลงวัน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
เสรีภาพอย่างหนึ่งซึ่งเมืองไทยของเรามีมากกว่าหลายๆ ประเทศ ก็คือเสรีภาพในเรื่องข่าวสาร นอกจากจะมีเสรีภาพที่มากแล้ว เรายังมีพื้นที่สำหรับข่าวที่ค่อนข้างมากตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักหรือสื่อกระแสรอง สื่อดั้งเดิมหรือสื่อสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข่าวด้วยความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ด้วยระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้ประชาชนสามารถรับทราบเรื่องราวต่างๆ ได้แทบจะในเวลาเดียวกับที่เกิดขึ้นจริง
ตรงจุดนี้หากย้อนเวลากลับไปดูรายการวิทยุและรายการโทรทัศน์ในสมัยก่อน เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการเสนอข่าวเพียงวันละไม่กี่ช่วงเวลา เช่น ตอนแปดโมงเช้า ตอนเที่ยง และสองทุ่ม โดยมีลักษณะเป็นการสรุปข่าวเด่นที่เกิดขึ้นในวันนั้นๆ และส่วนใหญ่จะเป็นพระราชกรณียกิจ ข่าวของทางราชการ และเหตุการณ์สำคัญ ไม่ค่อยจะมีข่าวทั่วๆ ไป หรือข่าวมโนสาเร่
แต่จุดเด่นของรายการข่าวในสมัยนั้น คือเป็นลักษณะของการรายงานข่าว ที่ผู้ประกาศข่าวมีบุคลิกภาพจริงจัง น่าเชื่อถือ และบรรยากาศที่เคร่งขรึม จึงทำให้ข่าวแต่ละข่าวมีความจริงจัง น่าเชื่อถือตามไปด้วย ถึงขนาดที่ผู้ประกาศข่าวบางคน เช่นคุณอาคม มกรานนท์ หรือคุณพฤทธิ์ อุปถัมภานนท์ ได้กลายเป็นผู้ประกาศคำแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติในหลายครั้งไปโดยปริยาย ซึ่งผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้าเกิดมีการปฏิวัติขึ้นในตอนนี้ จะมีผู้ประกาศข่าวคนไหนมาทำหน้าที่อ่านคำแถลงการณ์ให้ประชาชนเกิดความเชื่อว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่มุกหรือลูกเล่นของรายการข่าวยอดนิยม
อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่มากขึ้นของรายการข่าว อาจถูกมองว่าสวนทางกับคุณภาพ ทั้งนี้เพราะประการแรกข่าวกลายเป็นสินค้าที่ต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน จึงทำให้เกิดรายการประเภทข่าวต้นชั่วโมง ที่บ่อยครั้งก็ไม่มีข่าวหรือต้องเค้นหาข่าวที่ไม่น่าสนใจเพียงพอมานำเสนอ รวมทั้งการหยิบข่าวจากสื่ออื่นมาขยายความต่อ รายการที่นำข่าวปลีกย่อย และการนำข่าวหลากหลายประเภทมาปนเปกันจนทำให้ตัวรายการข่าวกลายเป็นจับฉ่ายหรือรวมมิตรที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และที่น่ากังวลก็คือรายการข่าวดังกล่าว เป็นการทำงานแข่งกับเวลา ไม่มีเวลาที่จะกลั่นกรองรายละเอียดหรือความถูกต้อง และเป็นการเสนอชิ้นข่าวภายในวันนั้น ทั้งๆ ที่บางข่าวควรจะต้องมีที่มาที่ไปหรือติดตามความคืบหน้า เพื่อให้ข่าวนั้นมีความสมบูรณ์ แต่ก็มักจะทำเพียงครึ่งๆ กลางๆ
ผมเข้าใจว่าแต่เดิมนั้น รายการข่าวน่าจะเป็นการบริการของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่ให้แก่ประชาชน แต่ในปัจจุบันรายการข่าวได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ทำเงินทำทอง และพื้นที่ทางธุรกิจที่สำคัญ ดังนั้น รายการข่าวจึงอาจจะไม่ต่างจากรายการวาไรตี้โชว์สักเท่าไหร่ และผู้ประกาศข่าวก็คลายจากภาพของความจริงจัง น่าเชื่อถือ มาเป็นความเป็นกันเอง สนุกสนาน พูดเล่นพูดหัวกันอย่างสนุกสนาน และบางรายการทั้งผู้ประกาศหญิงและชายก็แต่งกายกันตามสบาย นั่งอ่านข่าวบนโซฟาเหมือนคุยกันเองในบ้าน บางรายการก็มีตัวตลกหรือจำอวดร่วมเป็นผู้ประกาศข่าวด้วย ซึ่งเป็นการยากสำหรับผู้ชมที่จะบอกได้ว่ารายการที่กำลังดูอยู่นั้น เป็นรายการข่าวที่ควรจะมีสาระ หรือรายการตลกที่ไร้สาระ
ไหนๆ ก็พูดเรื่องรายการข่าวแล้ว ขอพูดต่อถึงเรื่องที่ขัดตามานานพอสมควร นั่นคือการที่นำข่าวภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปต่างประเทศ มาเสนอต่อจากข่าวในพระราชสำนัก โดยผู้ประกาศข่าวที่เป็นสตรีก็ยังคงแต่งชุดไทย และด้านหลังของผู้ประกาศก็ยังปรากฏคำว่า “ข่าวในพระราชสำนัก” อยู่ ซึ่งตามความถูกต้องและเหมาะสมแล้วน่าจะเป็นข่าวคนละช่วงกัน
ผมอาจจะเป็นคนประเภทที่ให้ความสำคัญกับรายการข่าวค่อนข้างมาก และยังอยากเห็นรายการข่าวที่เป็นรายการข่าวจริงๆ ไม่ใช่วาไรตี้โชว์ รายการตลก หรือรายการพูดคุยเฮฮา จนกระทั่งบางครั้งไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องเล่นหรือเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง และเรื่องไหนเชื่อได้เรื่องไหนเชื่อไม่ได้ และรายการข่าวก็ควรจะต้องเป็นรายการข่าวไม่ใช่รายการบันเทิง
ไม่อยากจะคิดว่า เพราะเราชอบทำเรื่องจริงให้เป็นเรื่องเล่นไปหมด คนไทยถึงได้คิดอะไรจริงๆ จังๆ ไม่ค่อยเป็น
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดีๆ สักสองเล่มครับ เล่มแรกคือ “กลอนคึกฤทธิ์” รวบรวมโดย ทองแถม นาถจำนง จัดพิมพ์เนื่องในวาระ 100 ปี ชาตกาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ 51 ปี สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย (สนพ.แม่โพสพ/200 บาท) กับ “เอาไม่อยู่” บันทึกมหาอุทกภัย พ.ศ.2554 ไว้ให้ลูกหลานอ่าน โดย ไมตรี ลิมปิชาติ (สนพ.วสี ครีเอชั่น/170 บาท)



