ข่าว

กทม.คุมเข้มร้านเหล้ารับสงกรานต์

กทม.คุมเข้มร้านเหล้ารับสงกรานต์

28 มี.ค. 2555

ผงะ คนไทยติดอันดับ 5 จัดลำดับนักดื่มเหล้ากลั่นทั่วโลก คุมเข้ม ร้านขายเหล้ารอบสถานศึกษา 30 มี.ค.นี้ โดยเฉพาะนักดื่มหน้าใหม่ช่วงสงกรานต์ กทม. อัด รฟท. บริหารจตุจักรเหลว ฟุ้ง มีโอกาสคุมตลาดต่อ เตรียมงัดหลักฐานส่งอัยการสูงสุดตัดสิน

          นายพีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ก่อนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ กทม.ได้เริ่มรณรงค์ควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์ ให้เป็นไปตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยจะลงพื้นที่รณรงค์สุ่มตรวจร้านค้าและสถานบันเทิง บริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษา ตามมาตรการสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง

          สำหรับ ในปีนี้ ได้จัดให้มีสถานศึกษาปลอดเหล้า 2 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และโรงเรียนวัดปลูกศรัทธา เขตลาดกระบัง โดยในวันที่ 30 มี.ค.นี้ เขาจะร่วมกับสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย ลงพื้นที่รณรงค์ และตรวจสอบที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

          "​มาตรการสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง เป็นมาตรการที่บรรจุไว้ในแผนบูรณาการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร ปี 2554-2555 เพื่อป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชน  ซึ่งนอกจากจะมีการรณรงค์และสุ่มตรวจแล้ว  ยังเป็นการสร้างเครือข่ายนักศึกษาแกนนำ เพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดในสถานศึกษา และส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมประเพณีปลอดเหล้าในสถานศึกษา"

          นายพีระพงษ์ กล่าวว่า  ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในระบบแผนที่ทางภูมิศาสตร์ การจัดประชุมร้านค้า และหอพักรอบสถานศึกษา ให้เข้าใจในการปฏิบัติตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551และการจัดหน่วยตรวจร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหอพักรอบสถานศึกษา โดยจะบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          “จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก รายงานว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุให้ประชากรโลกเสียชีวิตปีละกว่า 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีรายงานการเสียชีวิตปีละ 3.2 แสนคน ขณะที่คนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยเฉพาะเหล้ากลั่นดื่มมากเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 16.2 ล้านคน เฉลี่ยดื่มคนละ 5.8 ลิตรต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 9 เท่าตัว จึงจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน” รองปลัดกทม. กล่าว

 

กทม. อัด รฟท. บริหารจตุจักรเหลว

          นายอรุณ ศรีจรูญ ผู้อำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งระหว่างหน่วยงานของรัฐ สำนักอัยการสูงสุด ให้กทม.และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับตลาดนัดจตุจักร ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการไกล่เกลี่ยฯ ได้เลื่อนการพิจารณา โดยให้ทั้งสองหน่วยงาน ส่งหลักฐานเพิ่มเติมได้ถึงสิ้นเดือนมี.ค. นั้น กทม.จะยื่นหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ พรบ.การรถไฟฯ ซึ่งตามกฎหมาย รฟท. ไม่มีอำนาจในการบริหารตลาดนัด

          นอกจากนี้ กทม. ยังบริหารตลาดนัดจตุจักร โดยยึดตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2522 และเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กทม.เพิ่งได้รับมติครม.ของเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2554 ซึ่งมติดังกล่าว ไม่มีสภาพบังคับ และไม่ได้ยกเลิกมติครม.เดิม เป็นเพียงแต่การรับทราบ เพราะฉะนั้น คิดว่า กทม.ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักรต่อได้

          สำหรับทรัพย์สินของกทม. ที่อยู่ภายในตลาดนัดจตุจักรขณะนี้ กทม.ก็ยังเข้าไปดูแลอยู่ เนื่องจากตามกฎหมาย กทม.ยังมีเวลาจัดการทรัพย์สินเป็นเวลา 6 เดือนภายหลังสัญญาสิ้นสุด

          ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินภายในตลาดฯนั้น คณะกรรมการประเมินทรัพย์สินตลาดนัดจตุจักรของกทม.ได้ประเมินออกมาแล้วซึ่งมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท

          ทั้งนี้ รฟท. แจ้งว่า จะไม่มีการซื้อทรัพย์สินต่อจากกทม. ซึ่งกทม.ก็คงไม่สามารถมอบให้ฟรี ๆ ได้ เนื่องจากตามสัญญา ได้ระบุว่า หากกทม.จะคืนพื้นที่ ก็จะต้องคืนพื้นที่เปล่าหรือขายทรัพย์สินเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม กทม.คงไม่ขายทรัพย์สินให้ รฟท.แล้ว แต่จะใช้ทุกช่องทางของกฎหมายในการต่อสู้ ซึ่งหาก กทม. ไม่สู้ ผู้ค้าอาจฟ้องร้องกทม.ได้ เพราะจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

          “ตั้งแต่ รฟท. เข้าบริหารจตุจักร ก็เห็นว่า เกิดปัญหาขึ้นมากมาย แสดงให้เห็นว่า บริหารจตุจักรไม่ได้ และหาก รฟท. รู้แล้วว่า ไม่มีเงินที่จะซื้อทรัพย์สินจาก กทม. แต่ทำไมยังให้ผู้ค้ามาทำสัญญาเช่าแผงต่อ” นายอรุณ กล่าว

          ด้าน นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกกทม. กล่าวว่า อยากให้ รฟท. เข้าใจบริบทของตลาดนัดจตุจักร เพราะที่ผ่านมาตลาดนัดจตุจักร ตั้งขึ้นมาเพื่อบริการประชาชน ทำให้มีราคาค่าเช่าที่ถูก รวมทั้งเป็นตลาดร้อน ซึ่งเป็นจุดเด่นในด้านทัศนีย์ภาพและภูมิทัศน์

          ทั้งนี้ เมื่อ รฟท. เข้ามาบริหาร จึงไม่ควรคิดเชิงพาณิชย์ เพราะหากคิดให้ตลาดนัดจตุจักรเป็นพาณิชย์ ให้คุ้มเงินลงทุน จะทำให้เกิดปัญหา และท้ายที่สุดประชาชนผู้บริโภค จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจ รฟท. ขอให้ผ่านจุดนี้ให้ได้

 

.....................

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)