ข่าว

จาก 'รปภ.' ถึง 'เออีซี'

จาก 'รปภ.' ถึง 'เออีซี'

28 มี.ค. 2555

เศรษฐกิจ : คอลัมน์ เล่าสู่ กันฟัง - จาก 'รปภ.' ถึง 'เออีซี' - โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์

          จากกรณีที่มีคลิปเหตุการณ์พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของสถานีรถไฟฟ้าพยายามขัดขวางและยึดลูกโป่งจากครูสอนภาษาชาวยุโรปที่จะนำลูกโป่งขึ้นชานชาลารถไฟฟ้า กลายเป็นเหตุการณ์ชุลมุนกระทบกระทั่งกันจนได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ และออกข่าวสู่สายตาของคนทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังคงติดตามว่าเรื่องดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร ใครกันที่ควรเป็นผู้ผิดของคดีนี้ รปภ. หรือชาวต่างชาติ หรือทั้งคู่ หรือไม่มีใครผิดเลย

          ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีรายได้มาจากการท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 12 ของโลก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นอันดับที่ 18 ของโลก และเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยได้อย่างเสรีกว่าประเทศอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนต่างชาติจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่เคารพกฎกติกามารยาทของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมไทยที่ตนเองเข้ามาพักอาศัยและทำมาหากิน ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของผู้คนมากหน้าหลายตาได้อย่างสงบสุข

          หากพูดถึงเรื่องความปลอดภัย การปฏิบัติหน้าที่หละหลวมของเจ้าหน้าที่ รปภ. ก็เคยเปิดโอกาสให้เกิดเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มาแล้ว นั่นก็คือ การเกิดเหตุระเบิดรถไฟใต้ดินที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเช้าวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก นับเป็นเหตุก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอังกฤษ และมีลักษณะใกล้เคียงกับเหตุการณ์ระเบิดรถไฟที่มาดริด ประเทศสเปน เป็นการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งระบบขนส่งมวลชนนั้นเป็นที่หมายตาของผู้ก่อการร้าย หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด คงจะไม่มีใครกล้าเข้ามาใช้บริการอย่างแน่นอน

          เท่าที่ผมรู้ รถไฟฟ้าบ้านเรา นอกจากเขาจะให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของการบริการแล้ว เขายังให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างมากจนออกมาเป็นนโยบายของบริษัท ยกตัวอย่าง นโยบายความปลอดภัย ได้แก่ บริหารจัดการความปลอดภัยในเชิงรุก โดยการตรวจหาอันตราย วิเคราะห์ความเสี่ยง แล้วดำเนินมาตรการลดและควบคุมความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เป็นต้น

          หากสิ่งที่ รปภ.ทำนั้น ทำตามนโยบายของบริษัทเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้คนกว่าพันชีวิตก็ต้องถือว่าทำไปตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพราะหากเขายอมอะลุ่มอล่วย เพราะเห็นว่าเป็นคนต่างชาติก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดี (ตัวจริงที่ไม่ใช่ท่านนี้) เข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้แก่ประเทศของเราได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็จะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียง และรายได้หลักของประเทศไทยตามมาด้วย 

          ขณะเดียวกันคนต่างชาติเมื่อเข้ามาอาศัยพักพิงและทำมาหากินในประเทศไทย ก็ควรที่จะต้องเรียนรู้กฎกติกาของการใช้สถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ที่มีคนใช้ร่วมกันเป็นจำนวนมากอย่างรถไฟฟ้า เช่น การห้ามนำลูกโป่งซึ่งจัดเป็นวัตถุไวไฟเข้าไปในชานชาลารถไฟฟ้า ถ้าหากเกิดแตกขึ้นมาถึงแม้ไม่ถึงขั้นระเบิดรุนแรง แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกตกใจและเกิดความโกลาหลอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กติกานี้เป็นเรื่องสากลทั่วโลก 

          อีก 3 ปีข้างหน้า การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” จะทำให้แรงงานจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาทำงาน ตลอดจนมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น การที่คนจำนวนมาก ต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม มาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกันย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมาหากไม่มีการบริหารจัดการและการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านั้นอย่างดีพอ 

          สิ่งหนึ่งก็คือ เรื่องของการสื่อสารและภาษาที่ใช้ อย่างกรณีนี้ หากมีการสื่อสารที่ดี พูดจากันรู้เรื่อง และไม่ถือทิฐิกัน เรื่องรุนแรงนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่นำเรื่องนี้มา “เล่าสู่กันฟัง” ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นสัญญาณให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเตรียมตัวที่จะรับมือกับเออีซีไว้แต่เนิ่นๆ น่ะครับ

 

 

----------

(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ : คอลัมน์ เล่าสู่ กันฟัง - จาก 'รปภ.' ถึง 'เออีซี' - โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์)

----------