
ความขัดแย้งการปรับปรุงมาตรฐานหลักสูตร
ความขัดแย้งของการปรับปรุงมาตรฐานหลักสูตรการศึกษา: แลกคนละหมัด โดย ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย
ปัจจุบันในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) มีความเชื่อว่า หลักสูตรต้องมีการปรับปรุงทุก 4 ปีเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นความคิดความตั้งใจที่ดีสำหรับประชาชน เพราะสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนสาขาวิชาอะไรที่ตนเองสนใจ ถนัดและเป็นที่ต้องการของตลาด การกำหนดมาตรฐานนี้หมายถึง สถาบันการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงความรู้ใหม่ที่ไม่สิ้นสุดและการทดลองเพื่อตรวจสอบผลของการปรับปรุงหลักสูตรว่าคุณภาพของบัณฑิตเป็นอย่างไร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นของการปรับปรุงหลักสูตรที่น่ากังวลมากคือ หลักสูตรด้านสังคมศาสตร์ เพราะเกิดความขัดแย้งภายในหากความรู้ใหม่และวิธีการแบบใหม่มาใช้หรือไม่นั้นเป็นการกำกับคุณภาพการศึกษาใหม่โดยวิธีการแบบเก่า มาตรฐานที่กำหนดออกมาเป็นเกณฑ์ของสาขาความเชี่ยวชาญกล่าวถึงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องสะท้อนในข้อมูลของวิชานั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่อะไรคือปัญหา
อย่างเช่นหากหยิบเอามาตรฐานที่กำหนดออกมาด้านสาขาเศรษฐศาสตร์ หากยึดไปตามมาตรฐานของสาขา(วิชาชีพ)มีข้อจำกัดอย่างมาก ข้อแรกคือความเป็นเฉพาะของการพัฒนาขั้นตอนวิชาการในปัจจุบัน เราสามารถสังเกตได้ว่าวิชาหลายๆ วิชามีความอ่อนล้ามากในมุมมองหรือแนวคิดที่ทำลายกันและกันอย่างที่เราเห็นกันวิชาตามแบบประเพณีสาขาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนกัน อย่างเช่นเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐกิจโลก(ระหว่างประเทศ) นั้นเป็นวิชาบังคับเอกที่ต้องเรียนกันตามมาตรฐานของหลักสูตรที่ให้การยอมรับ
อย่างไรก็ตาม การแบ่งแบบนี้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับจิตใจในยุคสมัยปัจจุบัน เพราะวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาคได้เกิดเป็นแนวสังเคราะห์ร่วมกันแล้วเป็นวิชาเดียวไม่ได้แยกออกจากกันซึ่งได้เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 80 (32ก่อน)และโครงสร้างของวิชาทั้งสองมีข้อจำกัดของการนำมาใช้และไม่สามารถดำเนินการที่จริงจังกับทุกคนได้ ความพยายามที่แยกความแตกต่างของเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมนั้นเท่ากับเป็นการปกปิดหรือหลอกลวงในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นมาตรฐานในกรอบของสาขาวิชาของ สกอ.นั้นยังเป็นแผนผังทางวิชาการแบบดั้งเดิมอยู่(ปรับไม่ปรับก็เหมือนกัน)แถมตัวอย่างที่ใช้ในการนำเสนอการเรียน ในเนื้อหาของหลักสูตรอย่างเศรษฐศาสตร์จุลภาค ปัญหาหรือแบบจำลองที่ตั้งขึ้นแบบเดิมนั้นล้าหลังอย่างมากและไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ได้เลิกใช้ไปแล้ว ในขณะที่ทฤษฎีตลาดแบบเครือข่าย ตลาดการแต่งงาน การเลือกปฏิบัติ ทฤษฎีตลาดแบบอาชญากรรม ตลาดไม่เป็นทางการและอื่นๆ ไม่ได้ถูกบรรจุในมาตรฐานของรัฐในสาขาวิชาชีพในปัจจุบัน บัณฑิตที่ได้รับการศึกษาสอดคล้องกับจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20อย่างแน่นอน จึงไม่สามารถพิจารณาผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ดีในมาตรฐานแห่งชาติได้
ประเด็นที่สองเกิดจากเรื่องส่วนตัวคือมาตรฐานของรัฐ เกณฑ์การแบ่งรายวิชาเอกและสาขากลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับตรรกะทางจิตวิทยาว่า หากผู้บรรยายมีความเชี่ยวชาญที่เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่จะไม่สนใจวิชาบังคับพื้นฐาน เพราะผู้เชี่ยวชาญต้องบรรยายเจาะลึกลงไปในทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกับข้อเท็จจริงดั้งเดิมของการศึกษาทั่วไปหรือเป็นการบูรณาการสาขาวิชาขึ้นใหม่ ผลที่ตามมาผู้บรรยายวิชาบังคับพื้นฐานนั้นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆ กลายเป็นสภาพเสื่อมของสาขาวิชาที่ไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาได้ นอกจากนั้นหากบางสาขาวิชาต้องการเฉลี่ยชั่วโมงการทำงานแก่ผู้บรรยายและยึดมั่นวิธีคิดแบบหมู่คณะ ความสำเร็จทางวิชาการยิ่งมืดมนมากยิ่งขึ้นเพราะผู้บรรยายแม้ว่าสามารถบรรยายได้แต่ไม่สามารถอธิบายว่าใช้ที่ไหน ใช้อย่างไรได้ คุณภาพก็ด้อยลง
นอกจากนั้นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งเมื่อเป็นวิชาใหม่หรือเป็นคำถามใหม่ที่ถูกบรรจุไปในหลักสูตรและต้องเปิดสอนและบรรยายก็ไม่ได้รับการฝึกฝนในวิธีการแบบใหม่ในรายละเอียดวิชาคือ ต้องทำการสอนสอนตามเทอมที่มีเวลาการเตรียมน้อยมากและขาดการฝึกอบรมหรือเอาวิธีการหรือเนื้อหาที่เคยใช้มาสอน ผลที่เกิดขึ้นชื่อวิชาใหม่แต่เนื้อหาการเรียนการสอนเหมือนเดิม ปรับไม่ปรับไม่แตกต่างกัน อีกทั้งในบรรยากาศของประชาคมการศึกษาให้เกียรติกันไม่มีการควบคุม(ขาดการตรวจสอบภายใน)ทำให้กลายเป็นจุดด้อยของการศึกษาในปัจจุบัน จึงเป็นคำถามว่าสถาบันการศึกษาควรเน้นไปที่ผู้บริหารหรือผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการที่จะทำให้วิชาการเข้าสู่ยุคปัจจุบันและนำมาสู่ความสำเร็จ



