
'อสังหาฯ-ก่อสร้าง'ลุ้นรัฐปรับเกณฑ์กระตุ้นธุรกิจ
อสังหาริมทรัพย์ : สกู๊ป - 'อสังหาฯ-ก่อสร้าง' ลุ้นรัฐปรับเกณฑ์กระตุ้นธุรกิจ - โดย ... ปรียา เทศนอก
จากการที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแผนที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อภายใต้นโยบายบ้านหลังแรกหลังจากที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้อนุมัติสินเชื่อไป ในช่วงก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ประกาศใช้นโยบายกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 แต่ยอดที่ปล่อยสินเชื่อของ ธอส. ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาตรการนี้จะหมดอายุลงในสิ้นปี 2555
การปรับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วย เพราะเชื่อว่าแผนการปรับกฎเกณฑ์นี้น่าจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่มีส่วนแบ่งในตลาดระดับกลาง-ล่างค่อนข้างมาก เช่น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท และ บมจ.แอล.พี.เอ็น เป็นต้น
เชียร์รัฐปรับเกณฑ์กระตุ้นตลาด
นายดลพิวัฒน์ ปรีดาวิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า การปรับเพิ่มราคาที่อยู่อาศัยบ้านหลังแรกภายใต้เกณฑ์อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปีจากเกณฑ์เดิมที่ราคาที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1 ล้านบาทเป็น 2 ล้านบาท และยังได้สิทธิสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นการขยายฐานตลาด และช่วยกระตุ้นในภาวการณ์ซื้อ-ขายกลับมาคึกคัก
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังจากนี้ไปจะได้รับแรงกดดันจากภาวะราคาค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แรงกดดันต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทุกคนต้องเผชิญหมด รวมถึงผู้บริโภคที่จะต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น บวกกับราคาน้ำมันที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นนั้น จะมีผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพผู้บริโภคโดยตรง ในส่วนนี้ก็อาจส่งผลดีต่อที่อยู่อาศัยในเมืองประเภทคอนโดมิเนียมที่อยู่ติดหรือใกล้รถไฟฟ้า
พร้อมกันนี้ ผู้บริหารของธนาพัฒน์ฯ ยังเชื่อมั่นว่าภายใต้เศรษฐกิจที่มีปัจจัยลบรุมเร้าเช่นนี้รัฐบาลคงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตผ่านภาคการผลิตที่แท้จริง และอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ และธุรกิจนี้เป็นธุรกิจเดี่ยวที่เกือบ 100% พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศ แต่ด้วยธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศยังมีความเสี่ยงอยู่มาก จึงเชื่อว่านักลงทุนและผู้ประกอบการคงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในฝั่งของผู้บริโภคเองก็อาจชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน
สำหรับบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมีผลประกอบการที่เติบโตในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2555 เนื่องจากจะเริ่มทยอยโอนโครงการ SYM. วิภา-ลาดพร้าวบางส่วนจากยอดขายที่มีกว่า 80-90% แล้ว และในวันที่ 31 มีนาคม-1 เมษายน 2555 บริษัทจะจัดแกรนด์ โอเพนนิ่ง (Grand Opening) เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อห้องชุดหลังจากนี้ไม่ต้องมีการผ่อนดาวน์
“โครงการ SYM. วิภา-ลาดพร้าว ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก ในงานแกรนด์ โอเพนนิ่ง นี้ จะมีการเปิดชั้นสูงวิวดีให้ได้จับจองกัน แถมมีโอกาสได้รับผลบวกจากมาตรการรัฐที่ทยอยออกมา รวมถึงยังอยู่ในทำเลทองห้าแยกลาดพร้าว ทำให้มีลูกค้าให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น” นายดลพิวัฒน์กล่าว
บิวเดอสมาร์ท ปรับแผนรับตลาดโต
ด้านนายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายมาตรการ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัทได้ปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้มีความชัดเจน เพื่อความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยได้แบ่งผลิตภัณฑ์หลักออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ระบบกระจกอะลูมิเนียมผนังกั้นห้อง 2.ผลิตภัณฑ์ระบบยิปซัมครบวงจร 3.ผลิตภัณฑ์ระบบประตูหน้าต่าง
จากการปรับแผนธุรกิจและการทำการตลาดในเชิงรุกรวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาผลักดันการขายมากขึ้น คือ Fletcher Commercial เน้นในกลุ่มคอนโด และทาวน์เฮ้าส์ ด้วยความต้องการบริโภคสินค้าและการขยายตลาดของบริษัทที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของรายได้จากตลาดในประเทศในระยะ 3 ปี บริษัทได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตปีละ 20% โดยตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 20% ในปี 2555 เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีรายได้ 337.5 ล้านบาท
นายสัญชัยกล่าวถึงการทำตลาดต่างประเทศบริษัทตั้งเป้า 3 ปีข้างหน้าปีละ 50% เนื่องจากเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นที่โดดเด่น และเพื่อรองรับการเปิดเสรีของเศรษฐกิจอาเซียน Asian Economic Community หรือ AEC โดยขณะนี้ บิวเดอสมาร์ท อินเดีย ถือเป็นฐานการทำตลาดที่แข็งแกร่ง และถือเป็นบริษัทลูกที่ขับเคลื่อนธุรกิจหลัก รวมถึงการทำตลาดในอินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา ซึ่งบริษัทได้เข้าไปทำธุรกิจแล้ว โดยกลุ่มสินค้า Alloy และ Fletcher เป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ผลักดันยอดขายให้เติบโต การที่บริษัทได้พัฒนาศักยภาพของดีลเลอร์ ที่แต่งตั้งไว้แล้ว และแต่งตั้งดีลเลอร์ในแถบภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้น จึงคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศในปีนี้ 60 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศ 40 ล้านบาท
----------
(หมายเหตุ : อสังหาริมทรัพย์ : สกู๊ป - 'อสังหาฯ-ก่อสร้าง' ลุ้นรัฐปรับเกณฑ์กระตุ้นธุรกิจ - โดย ... ปรียา เทศนอก)
----------



