ข่าว

ปชป.ไขก็อกพ้น'กมธ.ปรองดอง'27มี.ค.นี้

ปชป.ไขก็อกพ้น'กมธ.ปรองดอง'27มี.ค.นี้

26 มี.ค. 2555

ปชป. ไขก็อกพ้น 'กมธ.ปรองดอง' 27 มี.ค.นี้ อ้างไม่อยากถูกใช้เป็นเครื่องมือ 'กก.สภาสถาบันพระปกเกล้า' งดออกความเห็นเรียกประชุมกก.ถอนรายงานปรองดอง

               26 มี.ค. 55 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงว่า ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง)  รวม 9 คนประกอบด้วย 1.นายสุทัศน์ เงินหมื่น สส.บัญชีรายชื่อ 2.นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ 3.นายกนก วงษ์ตระหง่าน สส.บัญชีรายชื่อ 4.นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง 5.นายเจะอามิง โตะตาหยง สส.นราธิวาส 6.นายนคร มาฉิม สส.พิษณุโลก 7.นายศุภชัย ศรีหล้า สส.อุบลราชธานี 8.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ 9.น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.สมุทรสงคราม จะลาออกจากการเป็นกมธ.ปรองดอง เพราะไม่อยากถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

                นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ตนขอถามไปยัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ฐานะประธานกมธ.ปรองดอง ว่าเหตุใดต้องเร่งรีบและรวบรัดนำรายงานกมธ.ปรองดองเข้าสู่การประชุม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งขอขยายเวลาทำงานออกไปอีก 30 วันและจะสิ้นสุดการต่ออายุในวันที่ 16 เม.ย.นี้

                “การบรรจุวาระดังกล่าว เสมือนเป็นการจับรัฐสภามัดมือชก เพื่อให้รัฐสภาอนุญาตพิจารณาญัตติดังกล่าว เพื่อใช้อ้างและนำไปสู่การนิรโทษกรรม เป็นการสะท้อนว่าประธานรัฐสภาพยายามเร่งรัด เนื่องจากกมธ. ได้เสนอวาระต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 23 มี.ค.นี้ และในวันเดียวกันนอกเวลาราชการ ประธานรัฐสภากลับเร่งอนุมัติบรรจุวาระดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเร่งรัดกระทำอย่างเป็นกระบวนการทั้งกมธ.ปรองดอง ประธานรัฐสภา รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย ที่ออกมาพูดชัดเจนว่าขอให้เป็นเรื่องของสภาฯในการพิจารณา” นายจุรินทร์ กล่าว

               ด้าน พล.อ.สนธิ กล่าวในประเด็นดังกล่าวว่า ขณะนี้รายงานของกมธ.ปรองดองได้ทำแล้วเสร็จแล้ว ดังนั้นไม่มีควมจำเป็นใดที่ต้องเก็บรายงานดังกล่าวไว้อีก  อีกทั้งเรื่องของการสร้างความปรองดองนั้น จำเป็นที่ต้องให้ทางสภาฯ ไปศึกษาต่อ จึงจำเป็นต้องส่งรายงานให้สภาฯ พิจารณา

 

 กก.สภาสถาบันพระปกเกล้า งดออกความเห็นเรียกประชุมกก.ถอนรายงานปรองดอง

               จากกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า หารือเพื่อพิจารณาถอนรายงานการวิจัยเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดองของ นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ฐานะหัวหน้าผู้ทำวิจัยแนวทางการสร้างความปรองดองให้กับกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง ) สภาผู้แทนราษฎร

                นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ฐานะประธานกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องดังกล่า ระบุเพียงว่า ตนยังไม่เห็นเรื่อง และไม่ขอแสดงความเห็น เพราะจะเลอะเทอะกันไปใหญ่

                ด้านนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฐานะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า โดยปกติคณะกรรมการสภาสถาบันฯ กำหนดให้นัดประชุมเดือนละครั้ง โดยจะใช้ช่วงสัปดาห์แรกของเดือน อย่างไรก็ตามการเรียกประชุมเพื่อพิจารณาในประเด็นที่สำคัญ นอกเหนือจากการกำหนดประชุมตามปกติ สามารถทำได้ แต่ต้องให้ทางเลขาธิการสถาบันฯ คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบัน และ นายวุฒิสาร ได้นัดหมายกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก่อน ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ส่วนการกำหนดวาระในการประชุมแต่ละครั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทางเลขาธิการสถาบันฯ เช่นเดียวกัน

               “ก่อนที่คณะผู้วิจัยจะทำงานให้กับ กมธ.ปรองดอง ได้ขออนุญาตจากกรรมการสภาสถาบันฯ แล้ว ทั้งนี้ ทางกรรมการสภาสถาบันฯ ระบุขอให้ใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจส่งกระทบมายังสถาบันพระปกเกล้าได้ ผมเชื่อว่าอาจารย์วุฒิสาร ท่านได้ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงแล้ว” นายพิทูร กล่าว

               นายพิทูร ได้กล่าวในฐานะเลขาธิการรัฐสภา ถึงประเด็นการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 27 มี.ค.ที่พบว่า ได้บรรจุเรื่อง ญัตติขอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของ กมธ.ปรองดองฯ ว่า เป็นการขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ว่า จะสามารถให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติ เรื่องรายงานของคณะกกมธ.ปรองดองได้หรือไม่ในสมัยประชุมนิติบัญญัติ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ระบุว่าในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ให้พิจารณาได้เฉพาะร่างกฎหมายเท่านั้น ส่วนการเสนอญัตติหรือวาระอื่นๆ ที่ไม่ใช่กฎหมาย ต้องขออนุญาตจากที่ประชุมรัฐสภาก่อน โดยจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เบื้องต้นนั้นเป็นแค่ขอความเห็นชอบให้สภาฯ พิจารณาเท่านั้นไม่ใช่ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบรายงานปรองดองของ กมธ.ปรองดอง

               ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรายงานของ กมธ.ปรองดอง ฉบับที่เตรียมเสนอเข้าสู่ทีประชุมสภาฯ มีสาระที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้ ในรายงานได้รายงานถึงการดำเนินงานที่ผ่านมา อาทิ รับฟังความเห็นและรายงานผลการดำเนินงานจาก คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.), สำนักงานกฤษฎีกา, คณะวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงนำผลที่ได้ดำเนินการมาสรุปรวมในเล่มรายงาน รวมถึงทางเลือกการนิรโทษกรรมและลบล้าผลทางกฎหมายของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) โดยสรุปเป็นภาพรวมว่า กมธ.ปรองดอง เห็นด้วยกับแนวทาของสถาบันพระปกเกล้า

                ส่วนของข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของกมธ.ปรองดองระบุไว้ 5 ข้อ คือ 1.ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ได้แก่ รัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ต้องร่วมสร้างบรรยากาศความปรองดอง เคารพความเห็นต่าง และไม่ใช่ความรุนแรงทางวาจาและการกระทำในการแก้ปัญหา รวมถึงใช้ความยุติธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้ง 2.ประเด็นการชดเชย และจ่ายค่าเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องทำด้วยรอบคอบ และทำให้สังคมยอมรับ รวมถึงต้องพิจารณาให้ครอบคลุมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

              3.ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรกำหนดประเด็นที่จะแก้ไข และนำเสนอต่อสังคม เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีเจตนาแอบแฝง 4.การปรองดองต้องดำเนินการตามหลักนิตะรรม ด้วยการคืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรมให่กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และ 5.เพื่อยุติความขัดแย้ง กมธ.ปรองดองขอเรียกร้องให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่ และเห็นด้วยกับผลการศึกษาของ กม. และสถาบันพระปกเกล้า นำไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับข้อเสนอแนะ และข้อสังเกต ของกมธ.ปรองดองฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เห็นด้วยกับรายงานการวิจัยฯ ถูกระบุอยู่ในภาคผนวก โดยมีข้อเสนอแนะของนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง และนายกนก วงษ์ตระหง่าน สส.บัญชีรายชื่อ โดยสรุปรวมได้ ก่อนการสร้างความปรองดอง ต้องค้นหาความจริงให้ปรากฎก่อน ไม่เห็นด้วยการลงมติใดๆ ในข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น