
ยกเครื่องระบบเก็บค่าตั๋วบีทีเอส15บาท
ยกเครื่องระบบซอฟแวร์เก็บค่าโดยสารบีทีเอส 15 บาท ตั้งเป้าแล้วเสร็จ 1 พ.ค.นี้ คาดรายได้ต่อวัน 1.8 ล้าน กทม.เคาะเพิ่มจุดการค้า จุด 3 เขตสานนโยบายเพิ่มเสน่ห์เมือง เลื่อนย้ายศาลาว่าการกทม.เป็นกลางปีหน้า
26 มี.ค.2555 นายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) กล่าวว่า จากการที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทมหานคร(กทม.) ได้อนุมัติให้เริ่มเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จากสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชถึงแบริ่ง จำนวน 5 สถานี ในอัตรา 15 บาทตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ โดยขณะนี้กำลังเริ่มปรับปรุงซอฟแวร์สำหรับตู้ออกบัตรโดยสาร ในทุกสถานีไม่ใช่แค่ส่วนต่อขยายของกทม.เท่านั้น แต่เป็นทุกสถานีของบีทีเอสด้วย เพราะอัตราค่าโดยสาร ที่เพิ่มขึ้น 15 บาท จะทำให้อัตราค่าโดยสารสูงสุดเป็น 55 บาท จึงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนซอฟแวร์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับปรุงซอฟแวร์เสร็จได้ทันในการเก็บอัตราค่าโดยสารใหม่วันที่ 1 พ.ค.นี้
นายอมร กล่าวต่อไปว่า สำหรับรายได้ที่กทม.จะได้รับนั้น วันธรรมดา วันจันทร์-ศุกร์ จะมีการแบ่งรายระหว่างบีทีเอสและกทม.หลังเที่ยงคืนที่เสร็จสิ้นการให้บริการและโอนเข้ากทม.ทันที ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแบ่งรายได้ตามปกติ และฝากไว้กับธนาคารและจะโอนให้กทม.ในวันจันทร์ ทั้งนี้รายได้ที่กทม.ได้รับนั้น ได้คาดการณ์จากจำนวนผู้โดยสารที่ได้มีการใช้บริการในช่วงที่เปิดให้ใช้ฟรีประมาณ 10 เดือน ตั้งแต่เดือนส.ค. 2554 ถึงเม.ย. 2555 ซึ่งจำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 120,000 คนต่อวัน อย่างไรก็ตามอัตราค่าโดยสารที่ได้เคยคิดเฉลี่ยไว้อยู่ที่ 18 บาทต่อเที่ยว แต่เมื่อมติผู้บริหารกทม.เรียกเก็บค่าโดยสาร ในอัตรา 15 บาทตลอดสายในอัตราที่ต่ำสุด ก็เชื่อว่าผู้โดยสารจะไม่ลดลง ซึ่งจากการคำนวนอัตราค่าโดยสารและจำนวนผู้ใช้บริการ รายได้ต่อวันที่กทม.ได้รับน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,800,000 บาท
นายอมร กล่าวด้วยว่า ส่วนการดำเนินการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 5 สถานีนั้น อยู่ในขั้นตอนที่กำลังพิจารณาดำเนินการ ซึ่งไม่ได้เร่งรีบ เพราะคงต้องให้ระบบการเก็บเงินค่าโดยสารเข้าที่ก่อน เพราะกทม.ไม่ได้เน้นในเรื่องของเชิงพาณิชย์ในการให้เช่าพื้นที่ในการตั้งร้านค้ามาก แต่สิ่งสำคัญที่จำเป็นกับประชาชน คือระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ตู้เอทีเอ็ม โทรศัพท์ ระบบแสงสว่าง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้
กทม.เคาะเพิ่มจุดการค้า4จุด3เขตสานนโยบายเพิ่มเสน่ห์เมือง
นายทวีศักดิ์ เดชเดโช รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึวผลประชุมโครงการทำจุดการค้านำร่องให้เป็นเสน่ห์เมือง เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า การประชุมครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ 13 เขต ได้แก่ สำนักงานเขตปทุมวัน สำนักงานเขตคลองเตย สำนักงานเขตคลองสาน สำนักงานเขตธนบุรี สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ สำนักงานเขตบางรักและสำนักงานเขตบางแค เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้เพิ่มจุดการค้า 4 จุด ใน 3 เขต จากเดิม 2 จุด ในเขตปทุมวัน และเขตวัฒนา ได้แก่ 1.ถนนตานี เขตพระนคร ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางด้านแฟชั่น 2.บริเวณตลาดประตูน้ำ ทั้ง 2 ฝั่ง ในเขตราชเทวี ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางด้านแฟชั่นและของที่ระลึก และ 3.วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ ซึ่งมีเอกลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว โดยให้ทั้ง 3 เขต ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยคาดว่าต้นเดือนพ.ค.นี้
สำหรับเขตที่เหลือนั้น ได้มอบหมายให้ไปหาจุดการค้า ตามหลักเกณฑ์ 5 ข้อ ดังนี้ 1.สินค้าที่จำหน่ายต้องเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่นั้นๆ อาทิ เอกลักษณ์ด้านแฟชั่น อาหาร หรือของที่ระลึก เป็นต้น 2.มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้าจำนวนมาก 3.เป็นจุดที่ประชาคมผู้ค้าเข้มแข็ง 4.มีสภาพภูมิทัศน์ที่มีความเหมาะสม และ5.ต้องเป็นจุดผ่อนผันเดิมหรือจุดผ่อนผันใหม่ที่กทม.ได้ประกาศไปแล้วและมีการจัดระเบียบตามกฎเกณฑ์ที่กทม.ประกาศ อย่างไรก็ตามสำหรับโครงการทำให้จุดการค้านำร่องให้เป็นเสน่ห์ของเมืองนั้น กทม. ตั้งเป้ากำหนดจุดการค้านำร่องให้เป็นเสน่ห์ของเมือง จำนวน 26 จุด
เลื่อนย้ายศาลาว่าการกทม.เป็นกลางปีหน้า
นายวินัย ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดถึงแผนการย้ายที่ทำการศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) ไปยังศาลาว่าการ กทม.2 ( ดินแดง) ว่าจะต้องเลื่อนออกไปเป็นกลางปี 2556 จากกำหนดเดิมที่วางไว้ว่าว่าจะสามารถย้ายได้ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากงานตกแต่งภายในและการติดตั้งระบบสาธารณูปโภคยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักการโยธาได้ออกแบบภายในเรียบร้อยแล้ว และในสัปดาห์หน้าจะเสนอขออนุมัติและเริ่มกระบวนการประกวดราคาต่อไป
นายวินัย กล่าวต่อว่า อาคารศาลาว่าการ กทม.แห่งใหม่มีขนาดความสูง 37 ชั้น ซึ่งมีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ระงับอัคคีภัยและมีมีการออกแบบเพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงเรื่องความไม่ปลอดภัยจากเหตุเพลิงไหม้
ด้านนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สก.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า สาเหตุที่การก่อสร้างศาลาว่าการ กทม.ล่าช้า เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนคณะผู้บริหาร กทม.ในแต่ละยุคสมัย ขณะเดียวกัน การก่อสร้างอาคารที่ประชุมสภา กทม.ที่มีความล่าช้าเพราะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงแบบใหม่ เนื่องจากไม่มีการออกแบบห้องทำงานเพื่อรองรับคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ทั้ง 11 คณะ รวมทั้งคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการวิสามัญอีกหลายชุด ดังนั้น สภา กทม.จึงต้องตั้งงบประมาณเพิ่มอีกกว่า 200 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารใหม่ 2 หลัง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนร่างกรอบเงื่อนไขการประกวดราคา
นายประเดิมชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำนักการโยธาจะจัดประชุมสัมมนาโครงการศึกษาจัดทำแผนการพัฒนาโครงข่ายการจราจรและขนส่ง เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่อาคาร กทม. (ดินแดง) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้กับประชาชนย่านดินแดงต่อไป



