ข่าว

แผ่นเสียงตกร่อง

แผ่นเสียงตกร่อง

26 มี.ค. 2555

แผ่นเสียงตกร่อง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล

               ระยะนี้ผมฟังเพลงเก่าๆ 2 เพลงอยู่บ่อยๆ ถ้าถามว่าฟังบ่อยขนาดไหน ก็ตอบได้ว่าฟังจนแผ่นเสียงตกร่องเลยล่ะครับ เพลง 2 เพลงที่ว่านี้ เพลงแรกคือเพลง “รู้ว่าเขาหลอก” ของศิรินทรา นิยากร ส่วนอีกเพลงคือ “ใครๆ ก็ไม่รักผม” ของน้องพลับ ซึ่งตอนนี้ก็คงเป็นพี่พลับของใครหลายๆ คนไปแล้ว
   
             “รู้ว่าเขาหลอก” เป็นเพลงลูกทุ่ง ประพันธ์โดยกานต์ การุณวงศ์ ครูเพลงที่เคยเคียงข้างสมัย อ่อนวงศ์ ขุนแคนแดนสยาม ในอดีต คุณศิรินทราร้องไว้ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2527 นับถึงวันนี้ก็มีอายุเพลงร่วม 30 ปีแล้วล่ะครับ แต่ก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของคนฟังเพลง โดยเฉพาะเนื้อร้องท่อนที่แรกว่า “ถึงเขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก ยิ้มข้างนอกช้ำใน น้ำคำ หวานที่รินรดใจเขาหลอกใช้ก็รู้” ส่วน “ใครๆ ก็ไม่รักผม” นั้น เป็นเพลงเด็กๆ ฟังสนุกๆ ด้วยเสียงร้องของ จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ หรือพลับ ในปี พ.ศ.2545 ขึ้นต้นว่า “ใครๆ ก็ไม่รักผม ทำอะไรก็ไม่เห็นดี ทำอะไรก็ผิดทั้งนั้น ดูใครๆ ก็ชอบว่ากัน ยังกะเราเป็นตัวที่วุ่นวาย” และท่อนฮุค “ใครๆ ก็ไม่รักผม แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเลย”
   
             ทำไมบางครั้งหรือบางคนถึงยินยอมที่จะถูกคนอื่นหลอก ไม่ว่าจะหลอกลวง หลอกใช้ หรือหลอกหลอน นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะโดยวิสัยของมนุษย์โดยทั่วไปแล้ว มักจะชอบมีความฉลาดกว่าผู้อื่น อยู่เหนือผู้อื่น หรือได้เปรียบผู้อื่น แต่การที่อยู่ๆ คนเราจะแกล้งทำโง่ หรือกลายเป็นคนงี่เง่าให้คนอื่นหัวเราะเยาะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน
   
             ซึ่งหากเรามองไปรอบๆ ตัวเราในวันนี้ ก็จะเห็นคนที่ “เต็มใจให้หลอก” อยู่กลาดเกลื่อน ทั้งคนที่เอามือปิดหูปิดตาของตัวเอง คนที่ชอบฟังแต่เรื่องแต่งเติมต่างๆ คนที่ติดอยู่กับภาพลวงตาที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือคนที่สร้างภาพหลอนซ้อนภาพลวงตาเหล่านั้นเพื่อหลอกคนอื่นอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า เรื่องบางเรื่องและคนบางคนไม่วันที่จะห่างหายไปจากกระแสของคนในสังคมได้ เพราะมีคนที่ “รู้ว่าเขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก” แล้วก็ยังมี “นักสร้างภาพหลอน” ที่อาศัยเรื่องหลอกๆ มาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน จนภาพหลอนและภาพลวงตาใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสังคม ไม่ว่าเราจะชอบหรือชังคนที่ตั้งหน้าตั้งตาหลอกเราสักเพียงไร จนกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเลิกปิดหูปิดตาตัวเอง เลิกฟังเรื่องไม่เป็นเรื่อง และสามารถแยกแยะความจริงกับความลวงได้สำเร็จ เมื่อนั้นแหละครับ เราก็จะไม่ถูกหลอกอีกต่อไป
   
             สำหรับคำถามที่ว่าเหตุใด “ใครๆ ก็ไม่รักผม” นั้น ถ้าให้ตอบอย่างตรงไปตรงมาก็คงต้องให้เจ้าของคำถาม ย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันว่า มีอะไรที่ทำให้ใครๆ ควรจะรัก และอะไรบ้างที่ทำให้ใครๆ ไม่ควรจะรัก แล้วใคร่ครวญดูว่า การทำในสิ่งที่ควรทำ กับการทำในสิ่งที่ไม่ควรทำนั้น อย่างไหนมาก-น้อย หรือหนัก-เบากว่ากัน และสิ่งใดบ้างที่สมควรได้รับการแก้ไข ปัญหาหลายๆ เรื่องนั้น ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เป็นอันขาด หากต่างฝ่ายต่างคิดว่าสิ่งที่ตนทำไม่ใช่เรื่องที่ผิดร้าย หรือปักใจเชื่อว่าตนเองไม่ผิดแต่คนอื่นต่างหากเป็นผู้ผิด และวิธีแก้ปัญหาก็ไม่ใช่การต้อนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้เข้ามุมอับจนไม่มีทางออก หากแต่ควรต้องเหลือช่องทางให้เลือกที่จะเดิน ที่สำคัญก็คือปัญหาหลายๆ เรื่อง ไม่ได้จบลงด้วยความแข็งขืนหรือการดื้อดึงจะเอาชนะกัน แต่จบลงด้วยต่างฝ่ายต่างผ่อนปรนเข้าหากัน ทำความเห็นให้ตรงกัน และค่อยๆ ขจัดความคิดที่แตกต่างออกไป ใครก็ตามที่ทำได้เช่นนี้ ผมเชื่อว่าคงได้รับความรักจากคนอื่นอย่างมากมาย
   
             ผมเชื่อว่า คงมีใครบางคนหรือหลายๆ คน ที่แอบร้องเพลง 2 เพลงนี้บ่อยๆ เหมือนกัน ทั้งที่อาจจะเป็นคนละอารมณ์และความรู้สึกกันก็ตาม แต่คำตอบก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นสักเท่าไหร่ และถ้าฟังกันแค่ผ่านหูโดยไม่ผ่านหัว ต่อให้เล่นจนแผ่นทะลุ ก็คงจะต้องถามตัวเองต่อไปว่า ทำไม “รู้ว่าเขาหลอก” แต่ยังเต็มใจให้หลอก และเหตุใด “ใครๆ ก็ไม่รักผม”
   
             ถามจริงๆ เถอะครับว่า เราฟังเพลง 2 เพลงนี้กันมาตั้ง 6-7 ปีแล้ว ไม่นึกเบื่อบ้างหรือยังไง?  และหากไม่ฟังเพลงไทยอื่นๆ กันเสียบ้าง อีกไม่ช้าไม่นานหรอกครับ เราคงจะได้ฟังเพลงเวียดนาม เพลงพม่า กันแน่