ข่าว

งานเสวนา'พัฒนาชนบท-ปลดล็อกปท.'

งานเสวนา'พัฒนาชนบท-ปลดล็อกปท.'

25 มี.ค. 2555

'ชมรมสื่อบ้านนอก' จับมือ 'มูลนิธิปิดทองหลังพระ' จัดเสวนา 'พัฒนาชนบท ปลดล็อกประเทศ' หวังสร้างความเท่าเทียม 'ชนบท-เมือง' ลดความเหลื่อมล้ำ

          ชมรมสื่อบ้านนอกร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริจัดปาฐกถาพิเศษและเสวนา เรื่องพัฒนา“ชนบท”ปลดล็อกประเทศ ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ เวลา 8.30-13.30 น. ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนอโศกมนตรี กรุงเทพมหานคร

          โดยนายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและ ประธานกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ปาฐกถา หัวข้อ ชนบทในมุมมองของข้าพเจ้า

          จากนั้นจะเป็นการบรรยายหัวข้อ เครื่องมือวัดความสุข โดย ดร.สุทธิลักษณ์ สมิตะสิริ หัวหน้าหน่วยส่งเสริมโภชนาการและสุขภาวะสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ส่วนช่วงที่ 2 เป็นการเสวนาเรื่อง พัฒนา “ชนบท” ปลดล็อกประเทศ โดยมีผู้ร่วมเสวนา 4คน คือ นายเอกลักษณ์ หลุ่มชุมแข กรรมการมูลนิธิกระจกเงา เสวนาในหัวข้อ ปัญหา อุปสรรค โอกาส ในการพัฒนาชนบท นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เสวนาในหัวข้อ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาชนบท

          นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เสวนาในหัวข้อ นโยบายและทิศทางการพัฒนาชนบทของรัฐ และผู้แทนภาคประชาชนเสวนาในหัวข้อ ประสบการณ์ทางรอดของชาวชนบท

          สำหรับชมรมสื่อบ้านนอก เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของสื่อมวลชนอาวุโสจากหลากหลายสาขา ที่เล็งเห็นว่าบทบาทของสื่อควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมความเท่าเทียมกันในการพัฒนาระหว่างเมืองกับชนบท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนทั้งสองกลุ่ม อันจะเป็นทางออกของวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

          นายแพทย์เกษม ให้สัมภาษณ์"ชมรมสื่อบ้านนอก"ว่า สื่อมวลชนต้องกลับมาพิจารณาถึงอาชีพว่าจะทำให้สังคมดีขึ้นหรือเลวลงก็ได้ จึงอยากจะขอเป็นเงื่อนไขว่าถ้าสื่อมวลชนจะทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น สื่อต้องมีองค์ประกอบ 4 ด้านด้วยกัน

          ประเด็นแรกคือความเป็นผู้รู้จริง จะต้องค้นคว้าในแต่ละเรื่องที่ทำให้ลึก เพราะถ้าสื่อไม่รู้จริง ก็จะเป็นความบาปของผู้บริโภคในการบริโภคสื่อนั้น

          ประเด็นที่สองคือสื่อต้องเป็นกลาง ต้องรู้จักแยกถูก แยกผิด ยึดมั่นในความถูกต้อง และต้องรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่ผิด เพราะเรื่องความเป็นกลางทางวิชาชีพ จะทำให้สื่อสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

          ประเด็นที่สามคือกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรวิชาชีพ กรรมการที่ดูแลอยู่แล้ว แต่กลไกตรงนี้มาก 

          ประเด็นที่สี่คือต้องมีเรื่องของความเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะสื่อมวลชนมีบทบาทที่สี่ คือเป็นพระ เป็นครู เป็นผู้พิพากาษาสังคม แต่การที่จะเป็นอย่างนี้ได้ ต้องแบกภาระความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ด้วย ภาระกับความรับผิดชอบ มันต้องมาด้วยกัน เมื่อมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบแล้ว ก็ต้องมีความรับผิดรับชอบ เมื่อทำผิดก็ต้องรับผิด เมื่อทำชอบก็ต้องได้รับความชอบ