ข่าว

'มาร์ค'สอน'แม้ว'ไม่เท่กลับแบบไม่ผิด

'มาร์ค'สอน'แม้ว'ไม่เท่กลับแบบไม่ผิด

25 มี.ค. 2555

"อภิสิทธิ์" สอน "ทักษิณ" กลับมาแบบไม่ผิด "ไม่เท่" ระบุกระบวนการปรองดอง "แขวนบนเส้นด้าย" เหตุมีคนจ้องบิดเบือนใช้เสียงข้างมาก อัด "ปู" ไม่ใส่ใจเจตนารมณ์ผู้วิจัย จี้พระปกเกล้าถอนข้อเสนอ "ประชาธิปัตย์" ย้อน "ทักษิณ" แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

             25 มี.ค. 2555 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำจดหมายเปิดผนึกเรื่องกระบวนการปรองดองว่าที่ต้องทำเพราะมองว่าขณะนี้ กระบวนการปรองดองเดินมาถึงจุดที่อาจจะใช้คำว่า แขวนอยู่บนเส้นด้าย  เรามีข้อคิด มีรายงานการวิจัย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งสามารถที่เป็นจะจุดเริ่มต้นนำไปสู่จุดร่วมให้เกิดความปรองดองได้ และนั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ   ขณะเดียวกันกำลังมีกระบวนการในการหยิบเอางาน เรื่องกระบวนการปรองดองไปบิดเบือนใช้ประโยชน์เพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น และจะใช้กระบวนการเสียงข้างมากในการทำเรื่องนี้ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และจะทำให้การปรองดองเดินไม่ได้

             นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า  คณะกรรมาธิการปรองดอง เอางานของผู้วิจัยมาสรุปเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ โดยมุ่งเน้นไปที่การนิรโทษกรรมทุกคดี และการล้มคดีการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) โดยไม่ให้มีการนำมาพิจารณาใหม่ ซึ่งข้อเสนอไปสู่รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของคณะผู้วิจัย ขณะที่ คือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่รับลูกสั้นๆว่าจะให้เรื่องนี้ยุติที่สภา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายกฯไม่ได้ติดตามว่าคณะผู้วิจัยเสนอให้ทำอะไร นั้นคือการเอาข้อเสนอของผู้วิจัยมาเริ่มกระบวนการในการพูดคุย ดังนั้นจดหมายของตนจะไปถึง 3 ฝ่าย

             นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายแรกคือคณะผู้วิจัย  เนื่องจากนายชวลิต วิชยสุทธิ์  เลขานุการ กรรมาธิการปรองดอง กล่าวเพียงว่าจะถอนเรื่องตัวเลขของแบบสอบถามกรรมาธิการออกจากรายงาน ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ลงมติหรือใช้มติเสียงข้างมาก การแค่ถอนตัวเลขออกไป ก็ยังคงการที่จะไประบุในรายงานของคณะกรรมาธิการฯ แต่ให้รัฐบาลทำในสิ่งที่คณะวิจัยไม่ได้บอกให้ทำ ดังนั้นคณะผู้วิจัยที่ได้ออกแถลงการณ์ว่า ถ้าหากมีการดำเนินการในลักษณะนี้จะมีการถอนรายงานการวิจัย ก็คงจะต้องตัดสินใจถอนรายงานการวิจัย เพราะว่ามีการส่งข้อความทางโทรศัพท์มายังคณะกรรมาธิการฯแล้วว่า จะไม่มีการประชุมอีก ดังนั้นตรงนี้เป็นข้อเสนอไปยังผู้วิจัย ว่าจะต้องมีการถอนรายงานการวิจัยตามที่ได้ออกแถลงการณ์ไว้


             นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่สองที่จะส่งไปคือ คือคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นผู้อนุมัติให้มีการจัดทำรายงานการวิจัยชั้นนี้ เมื่อเห็นว่ารายงานนี้กำลังถูกหยิบยกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็คงต้องมีการประชุมกำหนดท่าทีที่ชัดเจน มิฉะนั้นผลพวงที่ตามมากระทบต่อสถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนเป็นกรรมการคนหนึ่งก็เรียกร้องให้มีการประชุมเพื่อกำหนดท่าทีของเรื่องนี้โดยเร็ว

             นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่สามคือ  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ซึ่งนั่งอยู่ในการเสวนา และได้ยินชัดเจนว่าคณะผู้วิจัยบอกว่าอย่างไร แต่กลับไม่ยอมให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ และปล่อยให้บุคคลอาจจะ 1 คนหรือไม่กี่คนไปเขียนรายงานของคณะกรรมาธิการได้ เพราะคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคที่รายงานตน ก็ยังไม่รู้เลยว่าในที่สุดรายงานจะไปปรับแก้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นการบิดเบือนงานผู้วิจัย และเท่ากับคณะกรรมาธิการฯกำลังสร้างการเริ่มต้นความขัดแย้งแบบใหม่ ตนก็เรียกร้องให้เรียกประชุมเพื่อทบทวนรายงานของกรรมาธิการด้วย อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องสามส่วนหลักๆที่ตนได้ทำในวันนี้

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งข้อสงสัยหรือไม่ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า มันก็ผิดปกติ เพราะว่าตนเคยทำงานกรรมาธิการ เรื่องใหญ่ๆสำคัญอย่างนี้ และสภาก็ขยายเวลาไปถึงกลางเดือนหน้า ทำไมถึงจะต้องปิดกั้นไม่ให้มีการประชุมเพื่อไม่ให้เห็นรายงานกัน อย่างไรก็ตามหากคณะผู้วิจัยถอนก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันที และตนก็ยังมีข้อเสนอในจดหมายด้วยว่าหากมีการถอนไปแล้วน่าจะไปดำเนินการอะไรเพิ่มเติม เพราะก็มีประเด็นที่สืบเนื่องมาจากการเสวนาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.

             ผู้สื่อข่าวถามว่า การผลักดันในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะเดินทางกลับ ล่าสุดก็บอกว่าจะกลับมาอย่างเท่ๆ หากมีการนิรโทษกรรมและล้มคดีคตส.จะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาอย่างเท่ๆหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้ามีการล้มคดีทุกอย่างก็กลับมาได้โดยไม่ต้องรับผิด แต่เท่ไม่เท่ตนไม่ทราบ

             “ผมคิดว่าคนที่ถูกศาลตัดสินว่าทำผิด และยังมีคดีที่ค้างคาอีกมากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด กลับมาแล้วไม่มีการพิสูจน์ว่าตนเองกระทำผิดหรือไม่จะเท่ได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ ตรงนี้เป็นจุดที่คิดว่าทำไมฝ่ายต่างๆ ไม่มองดูให้เห็นว่ามีความพยายามเอาคำว่าปรองดองมาบังหน้า แปลความหมายเป็นเพียงแก้ปัญหา ให้กับผู้ต้องคดีที่มีความผิดเท่านั้น และไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ของสังคม คณะผู้วิจัยถ้ายืนยันจริงใจว่าสิ่งที่ผมเสนอเป็นระบบ ต้องได้รับการดำเนินการก็ต้องหยุดยั้งกระบวนการนี้ ไม่เช่นนั้นสังคมจะนำไปสู่ความขัดแย้งและสูญเสียโอกาสสำคัญในการที่จะปรองดอง ผมเห็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณพูด สิ่งที่เป็นกระบวนการยุติธรรมยิ่งตอกย้ำว่ากระบวนการยุติธรรม ที่บางฝ่ายต้องการขณะนี้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทรกแซงได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นกลาง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

             ส่วนกการที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่ากำลังพูดคุยกับผู้พิพากษาอยู่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การไปพูดว่ากำลังเคลียร์ผู้พิพากษา กำลังคุยกับศาลอยู่ เรายอมรับกระบวนการอย่างนี้หรือเปล่า และสุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่ต่อว่าต่อขานกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงเพราะว่าเขาตัดสินไม่ถูกใจตัวเอง ไม่สามารถไปแทรกแซงได้ คงจะจำกรณีเรื่องอื้อฉาวถุงขนม 2 ล้าน ความพยายามที่จะแทรกแซงต่างๆ แล้วก็กลายเป็นว่ากลุ่มคนไหนก็ตาม ที่คิดไม่ตรงเป็นปัญหา แสดงว่ากระบวนการยุติธรรมในความหมายคุณทักษิณและพวกคือต้องให้คนที่มาตัดสินเรื่องตัวเองเป็นพวกของตัวเอง

             ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำให้ความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมลดลงไปหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เวลานี้ถ้าเราปล่อยเดินหน้าไปก็เป็นความขัดแย้งด้วย และก็กำลังเป็นการทำลายสิ่งที่จะดำรงความถูกต้องในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฎิเสธความรุนแรง เรื่องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ

             เมื่อถามว่า ศาลยุติธรรมควรมีปฎิกิริยาในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้คนเห็นความยุติธรรมอย่างไรบ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถไปก้าวล่วงถึงฝ่ายตุลาการได้ แต่ตนก็เห็นว่าฝ่ายตุลาการน่าจะทำความเข้าใจกับสังคม ในเรื่องการทำงานในระบบตุลาการ อย่าให้ประชาชนมีความเข้าใจในทางที่ผิดเกี่ยวกับการทำงาน

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกฯระบุว่าเรื่องการปรองดองไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบริหารแล้ว แต่เป็นหน้าที่ของสภาอย่างเดียว มองเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันไม่ใช่อยู่แล้ว การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องการออกกฎหมายอย่างเดียว ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายสุดท้ายต้องมีการทำงานของฝ่ายบริหาร ตนคิดว่าเป็นความพยายามที่จะโยนความรับผิดชอบออกไปให้พ้นตัวมากกว่า และคำว่าสภาในความหมายของนายกฯ ฟังดูจะให้เป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้วิจัยเสนอ ตนว่านายกฯต้องอ่านรายงานและฟังที่ผู้วิจัยชี้แจง ก่อนที่ไปรวบรัดตัดตอนว่าเป็นเรื่องของสภาและจบที่นั่น ซึ่งมันสวนทางกับข้อเสนอของเขา

             เมื่อถามว่า ท่าทีของนายกฯเป็นแบบนี้เท่ากับการทำงานของคอป. จะไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า คอป.ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำเข้ามาประกอบในการพิจารณา ข้อเสนอของตนในวันนี้ที่จริงคณะผู้วิจัยก็ต้องประสานกับคอป.มากกว่านี้ และคอป.ก็กำลังมีการสรุปรายงานถึงรัฐบาลอีกครั้ง ความจริงอายุเขาก็จะหมดไปในอีก 4 เดือนข้างหน้า ก็น่าจะต้องรอ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกให้คอป.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าไปรวบรัดตัดตอนและไม่ฟังเขาก็ไม่รู้จะให้เขาทำงานทำไม ทั้งนี้ท่าทีที่ชัดก็ควรทำตามเจตนารมณ์ของผู้วิจัยพระปกเกล้าบอกเป็นจุดเริ่มต้น และควรจะมาปรึกษาหารือกับทุกฝ่าย ว่าจะเดินหน้าเอาข้อเสนอต่างๆหาจุดร่วมอย่างไร ตนเชื่อว่าทำได้ก็อยากจะทำ

             ผู้สื่อข่าวถามว่า นายคณิต ณ นคร ตั้งข้องสังเกตว่ารายงาน 2 ฉบับ ก่อนหน้าที่ส่งไปหารัฐบาลยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลว่าจะเดินหน้าอย่างไร นอกจากการหยิบเอาบางส่วนไปใช้ประโยชน์เรื่องการเยียวยา หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นี่คือปัญหาว่าจุดยืนของรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย คือใครทำงานเรื่องปรองดองใครข้อเสนอก็ต้องตอบโจทย์ให้ทุกฝ่ายในสังคมถึงจะปรองดอง แต่กลายเป็นข้อเสนอไหนไม่ถูกใจกลับโยนทิ้ง ข้อเสนอไหนที่เอาไปใช้ประโยชน์กับตนเองได้ก็ใช้ อย่างนี้ไม่ใช่ปรองดอง

             เมื่อถามว่า การทำในลักษณะนี้จะทำลายระบบยุติธรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต่อไปนี้ก็เท่ากับว่าถ้าใครไม่พอใจคำตัดสินของฝ่ายตุลาการ แต่มีอิทธิฤทธิ์ในทางการเมืองจะด้วยวิธีใดก็ตามจะมาล้มล้างได้ สุดท้ายก็คือความถูกผิดไม่ต้องดำรงอยู่ กลายเป็นว่าใครมีอำนาจก็สามารถเขียนได้กำหนดได้ว่าใครถูกใครผิด ซึ่งมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเสียงข้างมาก เอาไว้ใช้ในการกำหนดทิศทางการบริหารงานของประเทศ แต่ไม่ใช่เสียงข้างมากมาตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด



"ประชาธิปัตย์"ย้อน"ทักษิณ"แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

             นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการโฟนอิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ จ.สุรินทร์ ว่า   พ.ต.ท.ทักษิณเห็นคนเสื้อแดงเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกหลอกลวง ปลุกปั่น บิดเบือน เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรอง หวังให้ตนเองพ้นผิด และได้ทรัพย์สินคืนเท่านั้น โดยสวัสดิภาพของคนเสื้อแดงไม่ได้อยู่ในหัวของพ.ต.ท.ทักษิณเลยแม้แต่นิดเดียว

             นายชวนนท์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยควักเนื้อตัวเองมาดูแลคนเสื้อแดง   และยังพูดว่าจะเอาเงินส่วนตัวมาดูแลและประกันตัวเสื้อแดง ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณพูดแบบนี้มาประมาณ 10 ครั้ง แต่ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่คนเสื้อแดงได้รับการดูแล รวมทั้งยังโกหกคนเสื้อแดงว่าจะเจรจากับผู้พิพากษาในเรื่องการประกันตัว ทั้งๆที่รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ และพ.ต.ท.ทักษิณเองไม่ใช่หรือที่มักกล่าวโจมตีการทำงานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และเหตุใดจะมากล่าวอ้างแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมซะเอง  


"ศิริโชค"จับผิด "สุรพงษ์-นพดล" ปัดข่าว"ทักษิณ"ถูกกักที่อิตาลี


             นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงยืนยันข้อเท็จจริงของข่าวที่ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณถูกเจ้าหน้าที่ประเทศอิตาลีกักตัว ที่เมืองฟลอเรนซ์ว่า การที่คนของพรรคเพื่อไทยและนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฏหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้  การที่นายนพดล ยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณไปฟลอรเรนซ์จริง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้ไป เนื่องจากจำนนต่อหลักฐานแต่พยายามหลีกเลี่ยงที่พูดถึงโรงแรม เซนต์ รีจิส ที่พ.ต.ท.ทักษิณเข้าไปเช็คอินและเข้าพัก เพราะรู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง ทำให้กลัวว่าจะสนับสนุนความน่าเชื่อถือของข้อมูลของตนมากขึ้น

             "การที่นายนพดลและนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ พยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยชี้นำว่า ได้ตรวจสอบกับตำรวจสากลแล้ว ไม่มีการออกหมายจับแดงกับพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ทั้ง 2 คนเล่าความจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะตนบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่หมายจับแดงของตำรวจสากล แต่เป็นการประสานภายในเพื่อขอความร่วมมือผ่านตำรวจสากลและตำรวจยุโรป เพื่อให้เฝ้าระวังนักโทษหนีคดีของไทย เพราะเป็นประเทศที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน" นายศิริโชค กล่าว


"จำลอง" ให้สังคมจับตา"บิ๊กบัง- เสธ.หนั่น" ทำเพื่อ "ทักษิณ" หรือไม่

             พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  (พธม.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองที่มีความขัดแย้ง ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการสร้างแนวทางปรองดอง ( กมธ.ปรองดองฯ)  กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีการถามหาผู้บงการปฏิวัติปี2549 และยกเลิกผลจากปฏิวัติทั้งหมดเพื่อให้เกิดความปรองดองว่า ตนและคนส่วนใหญ่ก็ต้องการคำตอบที่ต้องจี้ตัวให้ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนให้หมด จากปากสองคนนี้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่และเพื่อต้องการให้เกิดอะไรกับบ้านเมืองนี้ ไม่ต้องอ้างว่าตายก็พูดไม่ได้  ตนพยายามเฝ้าติดตามและรอคำตอบทั้งหมดจากสองคนนี้ และขอให้ประชาชนช่วยกันติดตามดูต่อไปด้วยว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ดูจากปฏิกิริยาของ พล.อ สนธิ และ พล.ต.สนั่น ต้องการให้ทุกฝ่ายให้ความสนใจต่อกรณีการปรองดองไปอย่างกระชั้นชิด       


"สุริยะใส"แนะสังคมจับตาตุลาการภิวัฒน์อาจถูก"ทักษิณ"แทรกแซง

             นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณพูดคุยกับผู้พิพากษามีมูลความจริง ก็น่าเป็นห่วงบ้านเมือง เพราะในช่วงพ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจก็พยายามทุกวิถีทางที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แม้ในช่วงหนีอยู่นอกประเทศก็ยังพยายามติดสินบนศาลกรณีที่ทนายคุณทักษิณนำถุงเงิน 2 ล้านไปวางหน้าบัลลังก์ ก็เคยทำมาแล้ว ยิ่งไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคที่มีน้องสาวเป็นนายกฯ และมีรัฐบาลนอมินี ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตามองเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างประเทศก็บอกว่าจะกลับเมืองไทย ไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญก็ทำได้