ข่าว

อาวุธนิวเคลียร์ ความเสี่ยงคู่โลกอีกนาน

อาวุธนิวเคลียร์ ความเสี่ยงคู่โลกอีกนาน

25 มี.ค. 2555

อาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นอันตรายอย่างแท้จริง ที่เสี่ยงอยู่คู่กับโลกไปอีกนาน

              ผลการศึกษาสมาคมควบคุมอาวุธพบว่า ในภาพรวม ผู้นำโลกรักษาพันธกรณีเกี่ยวกับการลดวัสดุนิวเคลียร์ หรือปรับปรุงความปลอดภัยคลังวัสดุนิวเคลียร์ที่ให้ไว้กับที่ประชุมสุดยอดความปลอดภัยนิวเคลียร์ในกรุงวอชิงตัน เมื่อปี 2010 ประมาณร้อยละ 80 จากทั้งหมด 67 เรื่อง เหล่านี้รวมถึงการคุมเข้มความปลอดภัยพลูโตเนียมและยูเรเนียมเสริมสมรรนะสูง (เอชอียู) 13 ตัน ในคาซัคสถาน และการกำจัดเอชอียูทั้งหมดในชิลี  ประเมินว่า ปัจจุบัน ยังมีพลูโตเนียมราว 500 ตัน และเอชอียู 1,600 ตันทั่วโลก มากพอที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 1.265 แสนลูก               

              ส่วนยากที่สุดของการผลิตระเบิดปรมาณู ก็คือการแสวงหาได้มาซึ่งยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมเกรดที่ใช้ทำอาวุธได้ การขัดขวางหรือขจัดสารเหล่านี้ ดังนั้น การป้องกันผู้ก่อการร้ายได้อาวุธนิวเคลียร์มาครอบครอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

              นายแมทธิว บันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ภัยก่อการร้ายนิวเคลียร์ยังคงเป็นอันตรายอย่างแท้จริง ผู้ก่อการร้ายไม่เพียงคิดผลิต หรือจุดระเบิดนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังคิดวางแผนที่อาศัยเทคนิคน้อยกว่า อย่างการก่อวินาศกรรมสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ หรือเข้าถึงวัสดุกัมมันตรังสีเพื่อผลิตระเบิดที่เรียกว่า "เดอร์ตี้ บอมบ์" ที่เกิดจากการผสมสารกัมมันตรังสีกับระเบิดตามแบบ เพื่อให้เกิดการเปรอะเปื้อนรังสีในวงกว้าง

              "การเก็บวัสดุนิวเคลียร์ให้พ้นมือผู้ก่อการร้าย คือความวิตกหมายเลขหนึ่งในด้านความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ" แอนน์ แฮร์ริงตัน หัวหน้าฝ่ายการแพร่ขยายอาวุธ สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งชาติสหรัฐ กล่าว

              สามปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ช่วยขจัดยูเรเนียมที่สามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธได้ออกจากคลังสรรพาวุธของ โรมาเนีย ลิเบีย ตุรกี ชิลี และเซอร์เบีย เพิ่มเติมจาก 13 ประเทศที่ทำเสร็จสิ้นแล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่ บราซิล บัลแกเรีย โคลอมเบีย เดนมาร์ก กรีซ ลัตเวีย ฟิลิปปินส์ โปรตุเกส สโลเวเนีย เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน และไทย

              ส่วนใหญ่งานนี้คือการปิดเตาปฏิกรณ์วิจัยด้านพลเรือน ที่ใช้ยูเรเนียมเกรดผลิตอาวุธเป็นเชื้อเพลิง หรือดัดแปลงเตาปฏิกรณ์ให้ใช้ยูเรเนียมเกรดต่ำแทน   
        
              การลดอาวุธและวัสดุนิวเคลียร์ เป็นเป้าหมายสำคัญในนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโอบามา ที่ได้ให้คำมั่นว่าจะมุ่งทำงานเพื่อทำให้โลกปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ โดยการผลักดันผ่านสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ในคลังสหรัฐ และรัสเซีย หรือสตาร์ท ฉบับใหม่ และปัจจุบันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อลดกำลังอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐครั้งใหม่ รวมถึงลดจำนวนอาวุธที่ประจำการแล้วสูงถึง 80%
 
              สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อกุมภาพันธ์ว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาสามทางเลือก ในการลดหัวรบยุทธศาสตร์ที่ประจำการแล้ว ลงเหลือประมาณ 1,000-1,100, 700-800 หรือ 300-400

             ปัจจุบัน มีประเทศที่ทราบกันว่ามีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส อิสราเอล อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ อีกหลายประเทศยังมีเตาปฏิกรณ์วิจัยที่ใช้ยูเรเนียมเกรดผลิตอาวุธได้เป็นเชื้อเพลิง และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้วัสดุกัมมันตรังสีที่อาจถูกนำไปพลิกแพลงทำเดอร์ตี้ บอมบ์ กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก
 
             แม้ตัวเลขการปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้จากการประชุมครั้งที่แล้วเฉลี่ย ราว 80% แต่นายเคนเนธ ลองโก ประธาน "หุ้นส่วนเพื่อความมั่นคงโลก" (พีจีเอส) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน กล่าวต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคง แห่งมาตุภูมิและการบริหารรัฐบาล วุฒิสภา ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ว่าการป้องกันการก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่แข็งแกร่งกว่าการจัดประชุมสุดยอด จำเป็นต้องพัฒนาระบบความปลอดภัยนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ ที่เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติการอย่างโปร่งใส กำหนดมาตรฐานร่วมกัน และความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ

              แต่โครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจากการประชุมสุดยอดในวอชิงตัน และที่กำลังจะเริ่มในโซล ยังไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดการลงมือทำดังเพื่อให้เกิดระบบดังที่กล่าวมา การกำหนดแผนปฏิบัติการแบบอิงกับฉันทามติ ยังไม่เหมาะสมกับการพัฒนานโยบายใหม่ใช้กับสถานการณ์ที่มีพลวัตสูง โดยเฉพาะไม่มีผลผูกมัดให้ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องทำตาม แต่ให้เป็นไปตามความสมัครใจ