
เฟซบุ๊คเดือดวิวาทะ'เกษียร-ไพวรินทร์'
เฟซบุ๊คเดือด วิวาทะร้อน 'นักวิชาการ-กวี' โต้ประเด็นปัญหาเยียวยาเหยื่อรัฐ 'เกษียร' จุดประเด็น 'กวี-ศิลปินรักชาติ' คิดประเด็นนามธรรมไม่เป็น 'ไพวรินทร์' โต้ คิดต่างประเด็นยุติธรรม มีสิทธิเปรียบเทียบและกังขา ล่าสุด 'เกษียร' ยังไม่จบ เขียนต่อประเด็น 'รูปธรรม-น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดประเด็นวิวาทะร้อนขึ้น ในชุมชนออนไลน์ ผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค โดยประเด็นเริ่มต้นจากบทกวีชิ้นหนึ่งของ 'ไพวรินทร์ ขาวงาม' กวีซีไรต์ ที่เขียนลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว (https://www.facebook.com/profile.php?id=100001345234607) เปรียบเทียบการเยียวยาเสื้อแดง กับการเสียชีวิตของทหาร ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.55 ซึ่งบทกวีชิ้นดังกล่าว ได้ถูก 'เกษียร เตชะพีระ' นักวิชาการชื่อดัง หยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อวันที่ 22 มี.ค.55 ในประเด็นว่าด้วย "กวี-ศิลปินรักชาติ" คิดนามธรรมไม่เป็น
สำหรับ บทกวีชิ้นดังกล่าว ของ 'ไพวรินทร์ ขาวงาม'ใช้ชื่อว่า 'เจ็ดล้านเจ็ด!?' มีเนื้อหาดังนี้
เจ็ดล้านเจ็ด, เผด็จใจ, ให้เจ็บเจ็บ,
มิใช่เรื่อง, เล็บเล็บ, เจ็บถึงหัว,
ยุติธรรม, สำลัก, ทะลักตัว,
ปรองดองรั่ว, กระอัก, ทะลักใจ,
ทหารตาย, ชายแดน, แสนอนาถ,
คลุมธงชาติ, กลับบ้าน, สะท้านไหว,
รับเงินแค่, หลักแสน, แผ่นดินไทย,
มิเคยได้, หลักล้าน, ทางการเมือง,
จลาจล, วุ่นวาย, หลากหลายกลุ่ม,
ผู้ชุมนุม, เลว-ดี, กี่ร้อยเรื่อง,
สู้แล้วได้, ตายแล้วรวย, ด้วยแค้นเคือง,
ภาษีเปลือง, เวทนา, ประชาชน,
"อย่ากลับบ้านมือเปล่า", ใครเล่าประกาศ,
ชีพเหลือเชื่อ, เพื่อชาติ, หรือฉ้อฉล,
การเรียกร้อง, ประชาธิปไตย, ไยพิกล,
เซ่นวังวน, เจ็ดล้านเจ็ด, เผด็จการ!?
๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
บทกวีชิ้นนี้ ทำให้ 'เกษียร เตชะพีระ' อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำบทกวีดังกล่าวมาไว้ที่เฟซบุ๊ค Kasian Tejapira (https://www.facebook.com/kasian.tejapira) โดยใช้หัวช้อเรื่องว่า “ปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติ ที่คิดนามธรรมไม่เป็น” ซึ่งมีเนื้อ หา ดังนี้
"ประเด็นของ 'ไพวรินทร์' ไม่ต่างจาก 'วสันต์ สิทธิเขตต์ ' ที่เขียนสเตตัสในเฟซบุ๊กก่อนหน้านี้ กล่าวคือมองไม่เห็น ไม่สามารถเข้าใจว่ารัฐเอาชีวิตพลเมืองของรัฐโดยมิชอบไม่ได้ ว่าอำนาจรัฐต้องถูกจำกัดโดยสิทธิเหนือร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของผู้คนพลเมือง เมื่อไหร่รัฐไปละเมิดสิทธิเหล่านั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (ฆ่า ทำร้าย โดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย คือไปละเมิดสิทธิของพลเมืองโดยมิชอบ) เมื่อนั้นรัฐใช้อำนาจเกินเลย และต้องรับผิดชอบชดใช้
มันคนละเรื่องเลย กับทหารที่ไปรบกับข้าศึกแล้วตายที่ชายแดน ในกรณีหลังนั้น เขาทำงานให้รัฐตามกฎหมาย รัฐสั่งให้เขาไปรบไปเสี่ยงสละชีวิตตามกฎหมาย รัฐไม่ได้ละเมิดสิทธิหรือใช้อำนาจเกินเลยต่อทหารเหล่านั้นแต่อย่างไร ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมันคนละแบบ คนละเรื่อง และเพราะคนละแบบ จะเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือครอบครัวผู้อยู่หลังของทหารเหล่านั้นผู้ประกอบคุณงามความดีและเสียสละเพื่อชาติก็ย่อมทำได้ อย่าว่าแต่เจ็ดล้านเจ็ดเลย สิบล้านก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นค่าชดเชยที่รัฐละเมิดสิทธิของทหารเหล่านั้น เพราะรัฐไม่ได้ละเมิด
กวีคิดนามธรรมไม่เป็น เป็นเรื่องน่าเศร้า คือมีอิทธิพลมาก แต่น่าเสียดายที่ใช้ความสามารถทางภาษาสูงของตัวแพร่ความคิดที่ตื้นเขินผิดๆ ออกไป”
'ไพวรินทร์' โต้ ยันคิดต่าง มัสิทธิกังขา
ทั้งนี้ การวิพากษ์อย่างร้อนแรงของ 'เกษียร' ทำให้ 'ไพวรินทร์' ได้เขียนข้อความตอบโต้ ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 23มี.ค.55 โดยได้เขียนลงในบันทึกส่วนตัว ในหัวข้อ “บันทึกถึง Kasian Tejapira” โดยมีเนื้อหา ดังนี้
“มันก็แค่คิดต่าง หรือมองเห็นต่างกัน มิใช่หรือครับ Kasian Tejapira ไม่เห็นจะคิดนามธรรมเป็น-ไม่เป็นตรงไหน? เป็นเรื่องน่าเศร้าตรงไหน? น่าเสียดายตรงไหน? หรือแพร่ความคิดที่ตื้นเขินผิด ๆ ออกไปตรงไหน? เพราะจะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่เห็น Kasian Tejapira แพร่ความคิดที่ถูกต้องเป็นธรรม หรือลึกล้ำอะไรมากมาย เฉพาะจากข้อเขียนนี้
เราต่างมีสิทธิ์ตั้งข้อคำถามในข้อกังขาเรื่องการชดใช้-เยียวยามิใช่หรือครับ? ว่าเป็นเกมการเมือง หรือบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่าเทียมกันทุกฝ่ายแล้ว? จริงอยู่ เรื่องที่ผมถามเปรียบเทียบ มันคนละเรื่องกัน แต่คนละเรื่องนั่นแหละที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อถามใจกันดู ว่ามันยุติธรรมดีแล้วหรือ? คนเขาถามกันมากมาย มิใช่เพียงผมคนเดียว ถึงกับมีการทำตารางสถิติเปรียบเทียบให้ดูก็ไม่น้อย ใช่-มันไม่เกี่ยวกัน แต่เรามีสิทธิ์คิดและสะเทือนใจหลายกรณี ผู้ถูกรัฐละเมิด มิได้มีแค่ที่กรุงเทพฯ ในปี ๒๕๕๓ เท่านั้นหรอกครับ และเรื่องนี้คดีความก็ยังไม่สิ้นสุด ความจริงก็ยังไม่ปรากฏรอบด้าน เหตุใดรัฐรีบชิงทำเรื่องนี้?
ผมว่าผมกังขานโยบายรัฐวันนี้ หรือกังขาผู้พูดคำว่า "อย่ากลับบ้านมือเปล่า" มากกว่า มิได้หมิ่นแคลนกลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้บาดเจ็บล้มตาย เพราะถ้าจะต้องมีการชดใช้-เยียวยา ผมก็มิได้คัดค้านอะไรเลย แต่ถามถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรมในกระบวนการของมัน ถึงวันนี้ผมก็ยังได้ยินคนถามเรื่องนี้กันอยู่เลย ด้วยถ้อยคำแรงๆ และกล่าวหาร้ายๆ มากกว่าผมด้วยซ้ำ
อย่างเรื่องการปรองดองนี่อีก เราก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามมิใช่หรือครับ? นี่เป็นแค่เกมการเมือง หรือเป็นความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่มีการพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ผมก็เห็น Kasian Tejapira ตั้งคำถามเรื่องเรื่อง "จำ" เรื่อง "ลืม" อยู่มิใช่หรือครับ? ผมว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว ถึงวันนี้คดีความก็ยังดำเนินอยู่ ความจริงก็ยังสับสน แต่เหตุใดการรีบชิงทำอะไรต่างๆ จึงปรากฏชัดอย่างผิดสังเกต
ผมมิใช่คนฉลาดรอบรู้สูงส่งลึกล้ำหรอกครับ มิใช่อาจารย์ มิใช่นักวิชาการ มิใช่นักทฤษฎี มิใช่นักประวัติศาสตร์ แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีสามัญสำนึกในการรู้สึกนึกคิด กับเหตุการณ์ที่สัมผัสรับรู้ด้วยหัวใจ ไม่ต้องเสียเวลาน่าเศร้าน่าเสียดายอะไรกับผมหรอกครับ ถ้าจะกรุณาก็ลองไปอ่าน "ฟ้าเดียวกัน" ที่เขานำกลอนของผมไปเทียบเคียงกับคำสำรากไร้วัฒนธรรมนั้นบ้างเถอะครับ
ขอยืนยัน ผมไม่ได้คิดจะแพร่ความคิดผิดๆ ใดๆ แต่ผมอาจคิดผิดจากคุณ คิดไม่เหมือนคุณ แค่ตั้งคำถามจากความข้องใจ มิได้ไปคัดค้านหัวชนฝาอะไร ถ้าจะเยียวยาก็เยียวยา ถ้าจะปรองดองก็ปรองดอง แต่ความเป็นจริง ความเป็นธรรม เราก็ต้องพิสูจน์กัน
การหลับตาเยียวยา ปรองดอง โดยปิดบังซ่อนเร้นความเป็นจริง ทำลืมๆ แล้วๆ กันไป ผมก็เห็นแต่ปัญหารออยู่เบื้องหน้า หนักหนากว่า "ปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติ ที่คิดนามธรรมไม่เป็น" เสียอีก!
ด้วยความเคารพ ที่ผมเคยเข้าไปขอสัมภาษณ์ Kasian Tejapira สมัยทำ "ปาจารยสาร"
ไพวรินทร์ ขาวงาม
ศุกร์ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕”
'เกษียร' เอาคืนทันควัน เขียน 2 ชิ้นรวด ในเวลาไม่ห่างกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเขียนตอบโต้ ของ 'ไพวรินทร์' ทำให้ 'เกษียร' ลุกขึ้นมาเขียนชี้แจงและตอบโต้กลับไป ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวอย่างร้อนแรงเช่นกัน โดย 'เกษียร' เขียนในหัวข้อ "เรื่องไม่ลึกซึ้งที่คุณไพวรินทร์ในที่สุดก็ยังไม่อาจเข้าใจ" เมื่อวันที่ 24 มี.ค.55 และ เขียนซ้ำอีกชิ้น ในเวลาห่างกันไม่นานนัก ในหัวข้อ "รูปธรรมกับนามธรรม" ในวันเดียวกัน โดยเนื้อหาดังกล่าว มีดังนี้
"เรื่องไม่ลึกซึ้งที่คุณไพวรินทร์ในที่สุดก็ยังไม่อาจเข้าใจ"
"มีประเด็นหลักประเด็นเดียวที่ผมอ่านคำตอบของคุณไพวรินทร์จนหมดแล้ว ก็ยังไม่พบข้อที่ชี้ว่าคุณไพวรินทร์เข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ แต่แน่นอนคุณไพวรินทร์อาจไม่เห็นเช่นนั้นก็ได้
คือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับ พลเมืองเจ้าของรัฐผู้บาดเจ็บล้มตายในการชุมนุมจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ
ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องนามธรรม มีพันธะหน้าที่ต่อกันระหว่างอำนาจรัฐกับพลเมืองเจ้าของรัฐในลักษณะสัญญาประชาคม เมื่อมีการล่วงละเมิดสัญญา ใช้อำนาจเกินเลยโดยมิชอบ ทำร้ายสิทธิเหนือร่างกายชีวิตทรัพย์สินของพลเมืองแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบ แค่นี้เองครับ
จริง ๆ มันก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรอย่างที่คุณไพวรินทร์ว่านั่นแหละ ผมก็เลยแปลกใจไงครับ ว่าไม่ลึกซึ้งอย่างนี้ ทำไมคุณไพวรินทร์จนแล้วจนรอด ไม่เข้าใจ?
ส่วนกระบวนการที่รัฐชดเชยชดใช้แก่การละเมิดสิทธิเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองเจ้าของรัฐในการชุมนุมครั้งต่าง ๆ นั้น มันยุติธรรม สะอาด โปร่งใสหรือไม่? อันนี้ก็น่าคิด น่าสนใจ และควรที่เราจะมาพิจารณาตรวจสอบกัน แต่มันเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกับความชอบธรรมหรือไม่ในการชดเชย ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางนามธรรมข้างต้นดังกล่าว - และผมคิดว่าคุณไพวรินทร์แสดงความไม่เข้าใจไว้ในกลอนชัดเจน โดยเอาไปเปรียบเทียบกับกรณีทหารไทยเสียชีวิตชายแดน (กรุณากลับไปอ่านกลอนตอนต้นของคุณไพวรินทร์เองอีกครั้งหนึ่งนะครับ)
ส่วนเรื่องผมเป็นนักวิชาการ "แดง" หรือไม่นั้น? ปล่อยให้เป็นเรื่องที่เอเอสทีวี/ผู้จัดการเขา "เนื้อเต้น" พร่ำเพ้อไปเถิดนะครับ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราเห็นต่างกันอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับสี แต่เกี่ยวกับวิธีมองโลก เข้าใจโลก ทางสังคมการเมือง ในฐานะเพื่อนพลเมืองเจ้าของรัฐด้วยกัน"
และในหัวข้อ "รูปธรรมกับนามธรรม"
"เที่ยงวันหนึ่งหลายปีก่อน ผมไปนั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านสั่งทำอาหารเป็นจาน ๆ ริมคลองภาษีเจริญ ตรงข้ามวัดนิมมานรดี ระหว่างรอข้าวราดกระเพราะอยู่นั้น ก็มีซากสุนัขสีดำขาวตัวหนึ่งลอยตามน้ำโผล่แต่ขาผ่านมาบริเวณหน้าวัด จา...กจุดนั้น ก็เริ่มมีการส่งเสียงวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ของแม่ค้าทำกับข้าวและแขกที่มานั่งกินบางคนนานราว ๑๐ นาที จนซากนั้นลอยผ่านไป ในทำนองว่า....
“สงสัยหมามันตกน้ำตายนะ”
“หรือป่วยตายแล้วเขาโยนลงคลองมากกว่า”
“น่าสงสาร ทำไมเจ้าของไม่มาตามเก็บ”
“บาปกรรม....”
“พันธุ์อะไรน่ะ? หมาไทยหรือหมาเทศ?”
“กทม.ควรจะดูแล ทิ้งแบบนี้น้ำเน่าหมด”
ฯลฯลฯลฯลฯลฯ
เสียงสนทนา ๑๐ นาทีนั้นพูดให้ถึงที่สุดไม่เปลี่ยนอะไรเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีหมาตายลอยน้ำมาเลย มันตายแล้ว มันลอยน้ำมาแล้ว และจะลอยน้ำต่อไปตามคลอง แต่ก็มีแต่มนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ ที่อยู่ในโลกของความหมาย ทรรศนะ แนวคิด ซึ่งเป็นนามธรรมกำกับความสัมพันธ์ของคนเรากับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่ากทม. กระทรวงสาธารณสุข ศาสนา วัดวาอาราม สุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ฯลฯ ที่แคร์และเดือดร้อนมากพอที่จะต้องเอาตัวไปเชื่อมโยงสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงนั้น และบรรยาย/วิเคราะห์/วิจารณ์เพื่อจัดความสัมพันธ์ ระหว่างตนเองกับข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นวรรคเป็นเวร
การมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความหมายที่เป็นนามธรรมเป็นปกติวิสัยมนุษย์ (human condition) แบบหนึ่ง มันกำกับบงการความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมนุษย์คนอื่นในสังคม และระหว่างเรากับธรรมชาติโดยพื้นฐาน ไม่ว่าเราจะตระหนักรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ในทางแนวคิดทรรศนะ ผมเข้าใจเรื่องนี้จากบทสัมภาษณ์ยาวของ Hilary Putnam อาจารย์ปรัชญาชาวอเมริกัน เกี่ยวกับปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยอาศัยแนวคิดของ Immanuel Kant นักปรัขญาจิตนิยมเยอรมันในอดีต ในรายการ BBC ที่รวมพิมพ์เป็นหนังสือ Men of Ideas ต้้งแต่เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน ว่าในการอยู่กับโลก เรียนรู้เข้าใจโลกนั้น มนุษย์ไม่ได้ทำด้วยตาเปล่าหูเปล่าหรือใจเปล่า หากทำผ่าน “โครงสร้างความคิด” หรือ “กลไกแนวคิด” บางอย่างเสมอ ที่เป็นนามธรรมและเป็นตัวให้ความหมาย จัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวมนุษย์กับสิ่งนั้น ๆ
ฉะนั้นเมื่อเราสังเกตเห็นปรากฏการณ์รูปธรรมหนึ่ง ๆ ที่ดูผิวเผินเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงมันอาจมีความหมายนัยที่ต่างกันมากไปคนละเรื่องเลยทีเดียว เนื่องจาก “โครงสร้างความคิด” นามธรรมของมนุษย์ที่กำกับและจัดความสัมพันธ์ของมันกับมนุษย์ด้วยกันอยู่ ยกตัวอย่างอาทิ
กวีมองเห็นคนยื่นเงินเจ็ดล้านเจ็ดให้คนอีกคนหนึ่ง.....
เอาเข้าจริงมันอาจมีความหมายนัยต่าง ๆ ได้แตกต่างหลากหลายกันไปมาก แล้วแต่นามธรรมที่กำกับ เช่น
-ลูกค้าจ่ายเงินค่าซื้อบ้านจัดสรร/รถยนต์ส่วนบุคคลให้เซลส์ขายรถยนต์
-นายทุนรับเหมาก่อสร้างจ่ายเงินติดสินบนนักการเมือง
-ผอ.กองสลากจ่ายเงินรางวัลที่หนึ่งให้ผู้ถูกล็อตเตอรี่
-เอเย่นต์ยาเสพติดจ่ายเงินค่ายาให้ผู้ผลิตยาบ้า
-พ่อฝ่ายเจ้าบ่าวจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นให้พ่อฝ่ายเจ้าสาว
-เศรษฐีบริจาคเงินให้มูลนิธินำไปพัฒนาวัดวาอาราม
-ผบ.ทบ.จ่ายค่าทำขวัญบำเหน็จความดีความชอบให้ญาติทหารหาญผู้สละชีวิตชายแดน
-รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยให้ญาติผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเนื่องจากรัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุไปละเมิดสิทธิของคนผู้นั้น
ฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯ
เพราะกวีแต่งกวีเก่งแต่เผอิญกวีไม่เข้าใจนามธรรม กวีจึงไม่สามารถแยกแยะความต่างระหว่างความสัมพันธ์ที่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ได้ เห็นแต่เงินเปลี่ยนมือ ก็ตีขลุมว่าเหมือนกันหมด
ไม่ทราบว่าทีนี้กวีเข้าใจหรือยัง?
'สุวินัย' โดดร่วมวงวิจารณ์ หนุน 'ไพวรินทร์' ซัด 'เกษียร'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด 'สุวินัย ภรณวลัย' นักวิชาการชื่อดัง ซึ่งอยู่ในฝ่ายของคนเสื้อเหลือง ได้ออกมาแสดงความเ็ห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Suvinai Pornavalai (https://www.facebook.com/profile.php?id=100001345234607#!/suvinaip) โดยได้เขียนแสดงความเห็น ในหัวข้อ 'วิวาทะเกษียร-ไพวรินทร์' มีเนื้อหา ดังนี้
"ตรรกะเหตุผลที่คุณไพวรินทร์ใช้อธิบายวิธีมองโลกของเขาโดยเฉพาะข้อเขียนที่เขาเขียนว่า"การหลับตาเยียวยา ปรองดองโดยปิดบังซ่อนเร้นความเป็นจริง ทำลืมๆแล้วๆกันไป ผมก็เห็นแต่ปัญหารออยู่เบื้องหน้าหนักกว่าปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติที่คิดนามธรรมไม่เป็นเสียอีก"นั้น ผมเห็นด้วยในระดับเดียวกับที่ผมเห็นด้วยกับตรรกะเหตุผลของอาจารย์เกษียรที่อธิบายว่า"รัฐเอาชีวิตพลเมืองของรัฐโดยมิชอบมิได้"
แม้...ว่าทั้งคู่จะพูดถึงเรื่องเดียวกันจากมุมมองและจุดยืนที่ต่างกันก็ตาม พูดด้วยใจที่เป็นธรรมนะครับ ความเห็นต่างในเรื่องนี้คุณไพวรินทร์ไม่ควรถูกโจมตีด้วยข้อหา"คิดนามธรรมไม่เป็น"แต่อย่างใดเลย
คนที่แต่งกลอนและใช้ตรระกเหตุผลวิวาทะกันได้แบบนี้ไม่มีทางคิดนามธรรมไม่เป็นตามมาตรฐานทางจิตวิทยาหรอกครับ เพียงแต่อาจจะขาดแง่มุมและภาษาแบบนักวิชาการไปบ้างเท่านั้น หรืออาจะไม่ได้ใช้วิธิีคิดเชิงนามธรรมระดับสูงแบบvision logicที่อาจารย์เกษียรใช้อยู่ก็ตาม
แต่การกล่าวหาคนอื่นด้วยข้อหาแบบนี้ มันค่อนข้างผิดจรรยาและไม่ถ่อมตนเลยนะครับ เหมือนอย่างเช่น เวลาเราไปคุยกับคนเก็บขยะ แล้วเราไปบอกเขาว่า"คุณคิดนามธรรมไม่เป็น" ผมว่านี่เป็นคำพูดที่ไม่สมควรพูดออกมานะครับ
ถ้าหากเราเคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคนเหมือนๆกันไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคม อาชีพ การศึกษาระดับใด การบอกว่า"คุณคิดนามธรรมไม่เป็น" ไม่ต่างไปจากนักเปียโนมืออาชีพที่ไปดูแคลนพ่อครัวทำอาหารว่าเขาเล่นเปียโนไม่เป็นแต่ประการใดเลย ก็คุณเป็นนักวิชาการระดับศาสตราจารย์นี่นา คุณก็ต้องคิดแบบนามธรรมชั้นสูงได้อยู่แล้วเพราะการฝึกฝนทางวิชาการของคุณ แต่นี่มิใช่เรื่องที่จะเอาไปยกตนข่มท่านแต่อย่างใดเลย
อาจารย์เกษียรที่ผมรู้จักเป็นคนอ่อนโยน เขียนกวีเก่ง และเห็นอกเห็นใจผู้คนมากกว่านี้ แต่ถ้ากล่าวเฉพาะเหตุการณ์นี้ ผมเห็นแต่ปัญญาชนหัวดื้อคนหนึ่งที่กร้าวร้าว ไม่ยอมแพ้ และดูแคลนคนอื่นที่คิดต่างไปจากตนเอง"
'เกษียร' ตอบประเด็น 'สุวินัย'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟสบุ๊ค ของ Thanapol Eawsakul (https://www.facebook.com/kasian.tejapira#!/note.php?note_id=313791605354352) ได้ทำการรวบรวมประเด็นวิวาทะ และเขียนลงในบันทึกส่วนตัว ในหัวข้อ "ว่าด้วยบทกวีที่สำรากอย่างไร้รสนิยม และ ปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติ" โดยในช่วงท้ายของบันทึกดังกล่าว ระบุถึงการตอบประเด็นของ "เกษียร" ที่มีต่อ "สุวินัย" โดยมีเนื้อหา ดังนี้
"ผมยินดีมากที่อ.สุวินัยแห่งกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์เห็นด้วยกับหลักการอันเป็นนามธรรมที่ว่า "รัฐเอาชีวิตพลเมืองของรัฐโดยมิชอบมิได้" ทั้งหมดที่ผมต้องการบอกกับคุณไพวรินทร์ มีแค่นี้เท่านั้นเอง
ส่วนประเด็นหลัง คงจะจริงที่ผมหัวดื้อและก้าวร้าว ไม่ยอมแพ้เกินไปในการถกเถียงครั้งนี้ ถ้อยคำที่ใช้ก็อาจถูกตีความไปในเชิงว่าผมดูแคลนผู้ที่ผมถกเถียงอยู่ด้วยก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องขออภัย
แต่ผมอยากเรียนว่าท่าทีดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาต่อพลังของบทกวีที่แรงของคุณไพวรินทร์ ที่กระทบต่อบรรดาผู้สูญเสียทุกเสื้อสีจากความรุนแรงของฝ่ายรัฐในรอบหลายปีที่ผ่านมา คนเหล่านั้นเมื่ออ่านบทกวีที่เขียนอย่างมีพลังของคุณไพวรินทร์แล้ว แรงกระแทกใจจะเจ็บปวดอย่างไร ผมก็อยากให้อ.สุวินัยลองจินตนาการดูอย่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วย นั่นคือเหตุที่ผมแสดงท่าทีเช่นนั้นไป ไม่ใช่ความยโสอหังการส่วนตัวแต่อย่างใด
ผมจึงอยากย้ำว่ากวีมีพลังของบทกวีที่แรงและทรงพลังมาก ทำอย่างไรจะใช้อย่างรัดกุมรอบคอบ และกำกับมันด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างเท่าทัน เพื่อไม่ให้มันทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างผิดพลาดและดูดาย"



