ข่าว

'ปรองดองยังไม่สำเร็จเวลาจะช่วยเยียวยา'

'ปรองดองยังไม่สำเร็จเวลาจะช่วยเยียวยา'

23 มี.ค. 2555

'ปรองดองยังไม่สำเร็จเวลาจะช่วยเยียวยา' สัมภาษณ์พิเศษนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

             "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่จะเป็นอิสระในอีก 2 เดือนข้างหน้า มองการเมืองหลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษทางการเมืองว่า จะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยคาดว่าจะมีการปรับ ครม.เพื่อดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาเสริมทัพซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น “หลังสมาชิกบ้าน 111 เป็นอิสระ คงมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นแน่นอน จะทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น ซึ่งเรื่องการปรับ ครม.น่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่จะเกิดขึ้น และคงเป็นปรับใหญ่”
 
             "สุวัจน์" เปรียบ ครม.เหมือนทีมฟุตบอลที่ตอนนี้ส่งผู้เล่นสำรองลงเกือบทั้งหมด เพราะตัวจริงโดนใบแดง เมื่อตัวจริงกลับมาเล่นได้ ดรีมทีมกลับมา ก็จะต้องทำให้ทีมฟุตบอลเข้มแข็งขึ้นแน่นอน สมาชิกบ้านเลขที่ 111 คืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ในตอนที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ในคดีจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง
 
             “คนกลุ่มนี้ได้พักมานาน เมื่อลงสนามก็จะคึกคัก เพราะฉะนั้นจะทำให้ประเทศชาติดูกระฉับกระเฉงขึ้น ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น มีความสามารถในการจัดการปัญหาได้มากขึ้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติจะดีขึ้นหลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นอิสระ”
 
             อย่างไรก็ตาม "สุวัจน์" ยังไม่รู้ว่าจะมีสมาชิกบ้าน 111 กี่คนกลับมาเล่นการเมือง “ก็ต้องยอมรับว่าการอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ก็มีความปลอดภัย ไม่มีใครปองร้าย ถ้าออกจากบ้านก็ไม่รู้ว่าจะโดนตีหัว หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะไม่อยากกลับมาเล่นอีก”
 
             สุวัจน์ มองว่าการเมืองในปัจจุบันเป็นการเมือง 2 ขั้ว มีลักษณะของการเผชิญหน้ากันสูง ซึ่งต่างจากอดีต
 
             “สมัยก่อนเป็นการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ทุกคนทุกพรรคมีความหมายหมด ทุกคนต้องแสวงหาเพื่อน เพราะไม่รู้ใครจะชนะ ฉะนั้นยุคนั้นการเมืองจึงปรองดอง ทุกคนต้องพึ่งพากันและกัน แต่วันนี้เป็นการเมืองเชิงนโยบาย วันนี้การเมืองมีแค่ 2 พรรคใหญ่เท่านั้น คนที่จะเป็นนายกฯ ได้ต้องเป็นหัวหน้าพรรคใหญ่เท่านั้น ถ้าไม่ใช่มุมแดงก็มุมน้ำเงิน ทำให้มีบรรยากาศของการเผชิญหน้ากันสูง การเมืองวันนี้จึงไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน แต่ข้อดีคือการเมืองมีชัดเจนขึ้น มั่นคงขึ้น”
 
             "สุวัจน์" กล่าวว่า การเมืองยุคนี้พรรคเล็กๆ อยู่ได้ยากขึ้น จากที่เคยเป็นพรรคของประเทศ ตอนนี้กลายเป็นพรรคของจังหวัด พรรคของท้องถิ่น ถ้าใครรับสภาพได้ก็อยู่ไป ใครรับไม่ได้ก็ไปรวมกับพรรคใหญ่ ซึ่งก็จะไปเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง 2 ข้างที่มีฝ่ายตรงข้ามถาวร
 
             สำหรับพรรคชาติพัฒนาที่นายสุวัจน์เคยอยู่และเป็นพรรคขนาดเล็ก "สุวัจน์" บอกว่า พรรคนี้ก็จะเป็นพรรคสำหรับคนโคราชต่อไป
 
             "สุวัจน์" ยังพูดไปถึงเรื่องการสร้างความปรองดองในชาติ โดยเขามองว่าถึงแม้ว่าวันนี้ประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดที่ปรองดองกันสำเร็จ แต่หากมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวข้ามจุดวิกฤติมาอีกขั้น
 
             “หากมองย้อนไปก่อนเลือกตั้ง เรามีความกลัวกันว่าจะมีคนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะมีความพยายามล้มรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ตั้งรัฐบาลได้ และอยู่มาได้ถึงวันนี้ จึงถือได้ว่าเราผ่านวิกฤติมาได้อีกขั้น เพราะฉะนั้นความพยายามของทุกฝ่ายที่จะสร้างความปรองดองแม้ยังไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่สูญเปล่า และระยะเวลาที่ทอดออกไปจะช่วยเยียวยาจิตใจคนในสังคมได้ แต่หมายถึงต้องไม่ไปเติมสิ่งที่จะสร้างความแตกแยกขึ้นมาอีก”
 
             ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวสร้างความแตกแยก เพราะถูกมองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ "สุวัจน์" มองว่า ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ แต่โดยหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรอยู่บนหลักประชาธิปไตย คือของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ถ้ายึดหลักนี้รับรองว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่เป็นของร้อน
 
             “ส.ส.ร.ก็ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เหมือนในต่างประเทศเวลาจะส่งของที่เปราะบางแตกหักได้ เขาจะเขียนข้างกล่องไว้ว่า “Fragile” (โปรดระวังของแตก)เราก็มาเขียนแปะไว้ที่รัฐธรรมนูญว่า “Fragile” คือให้แตะต้องด้วยความระมัดระวัง” สุวัจน์ กล่าวพร้อมหัวเราะ
 
             "สุวัจน์" เสนอว่าการสร้างความปรองดองควรเริ่มจากการจับเข่าพูดคุยกันโดยไม่เปิดเผย โดยนำคนที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเป็นคนประสานให้ตัวละครที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันอย่างเปิดอก คุยเชิงลึก
 
             “ในทางการทูต อะไรที่ไม่เป็นทางการจะนำไปสู่ความสำเร็จ การคุยเรื่องนี้ไม่ควรเอามาเปิดเผย เพราะถ้าเปิดเผย คนที่คุยก็อาจจะเกร็ง ไม่ได้คุยกันอย่างเปิดอกจริงๆ การสร้างความปรองดองในตอนนี้ยังมีแต่ภาพ มีแต่กรอบ แต่ยังขาดยุทธวิธีการเจรจาเพื่อให้เกิดความปรองดอง”
 
             "สุวัจน์" ปฏิเสธที่จะพูดถึงทักษิณที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องการสร้างความปรองดองในชาติ โดยบอกว่า “ผมขอพูดในหลักการ ไม่อยากพูดถึงตัวบุคคล”
 
             "สุวัจน์" มองการทำงานของนายกฯ ในช่วงที่ผ่านมาว่า “นายกฯ เข้มแข็งขึ้น เหมือนคนเข้าฟิตเนสทุกวัน ทำให้แข็งแรงขึ้น จากเดิมที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อน ตอนนี้เข้าใจว่าแล้วการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเจอกับอะไรบ้าง มีความมั่นใจมากขึ้น มีความเป็นผู้นำสูงขึ้น มีภาพผู้นำระดับอินเตอร์มากขึ้น บวกกับความขยัน และได้เปรียบที่เป็นสุภาพสตรี โดยภาพรวมผมถือว่านายกฯ ดีขึ้น”


..................

(หมายเหตุ : 'ปรองดองยังไม่สำเร็จเวลาจะช่วยเยียวยา' สัมภาษณ์พิเศษ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)