ข่าว

'พอใจ-พอเพียง'คำตอบสำหรับปรองดอง

'พอใจ-พอเพียง'คำตอบสำหรับปรองดอง

23 มี.ค. 2555

พอใจและพอเพียงคำตอบสำหรับการปรองดอง : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

            งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ากลายเป็นประเด็นถกเถียงขึ้นมา เพราะกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มได้หยิบยกเอาเนื้อหาสาระที่เผยแพร่ออกมาเป็นข้อถกเถียงในสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะข้อสรุปงานวิจัยที่เสนอให้มีการปรองดองด้วยมุมมองที่เห็นพ้องกับแนวคิด “การนิรโทษกรรม” ให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งมวลกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเพราะชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในข่ายที่น่าจะได้รับประโยชน์จากแนวคิดนี้
 
             ในวันนี้ต้องยอมรับว่ามีผู้ตั้งคำถามกันมากต่อกระบวนการศึกษาวิจัยของหลากหลายสถาบันที่กำลังแข่งขันกันผลิตข้อมูลหลายชุด ทั้งผลิตซ้ำไปซ้ำมา (ลอกเลียนแบบ) และผลิตข้อมูลในลักษณะชี้นำ มีปรากฏให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ที่เห็นได้ชัดคือ ค่ายหรือสถาบันสำรวจความคิดเห็น (สำนักโพลล์) หลายแห่งที่พยายามนำเสนอข้อมูลชี้นำสังคมอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การตั้งคำถาม ผลการสำรวจที่ปรากฏตามสื่อ ซึ่งคนจำนวนมากรู้สึกฉงนสนเท่ห์และมีการตั้งคำถามถึงวิธีการที่ได้มาของข้อมูลเหล่านั้น
 
             เมื่อมาถึงผลงานวิจัยที่ถกเถียงกัน อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้หนึ่งที่มีความคับข้องใจ และถือว่ามีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้ “ผลงานวิจัยชิ้นนี้” อยู่ในความสนใจของสื่อและสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะคุณอภิสิทธิ์ได้วิจารณ์คุณภาพของผลงานวิจัย ถ้าเปรียบคุณอภิสิทธิ์ เป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ก็น่าจะพอเดาได้ว่าผลงานการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าชิ้นนี้ “ไม่ผ่าน” หรือ ถ้าในทางปฏิบัติหากกรรมการผู้สอบจะอะลุ้มอล่วยก็จำเป็นต้องส่งผลงานคืนผู้วิจัยให้ไปแก้ไขข้อบกพร่องในหลายๆ จุด ภาษาวิชาการเรียกว่า “แก้แบบรื้อใหม่ (major corrections)”
 
             ถึงกระนั้นเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมอาจมีผู้แย้งว่า คุณอภิสิทธิ์ เป็นเพียงบุคคลคนหนึ่งที่วิจารณ์ผลงานที่เผยแพร่นี้อาจไม่เป็นธรรมต่อคณะผู้วิจัย เพราะคนที่เห็นด้วยอาจไม่มีสิทธิโต้แย้งแสดงความเห็น แต่โดยข้อเท็จจริงทั้งใน โซเชียล มีเดีย ในห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยเท่าที่ผู้เขียนได้ผ่านสายตา ก็เห็นว่ามีสุ้มเสียงแสดงความคิดเห็นที่ออกไปในทางตั้งคำถามต่อผลงานชิ้นนี้ทั้งในมุมมองการ “ล้างไพ่” และการยกเลิกคดีทั้งหมดที่ดำเนินการโดย คตส. ในช่วงที่ผ่านมา
 
             อย่างไรก็ดีมีผู้เสนอว่าการคิดเอาถูกเอาผิด ไม่มีทางปรองดองได้ เหมือนดังเวทีเสวนาเรื่องการปรองดองที่ มิราเคิลแกรนด์ ทุกคนบนเวทีเสวนาเหมือนจะมี “ธงคำตอบ” อยู่ในใจ หรือผลประโยชน์ที่ครอบครองอยู่เป็นเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก ทำให้แต่ละคนมองทุกอย่างออกจากตนเองมากกว่าจะเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ปัญหาความขัดแย้งยากที่จะหาข้อยุติลงได้
 
             บางทีความเป็นธรรมทางสังคม หรือ social justice ที่มีการถกเถียงกันอาจไม่ใช่ว่าทุกคนต้องได้ทุกอย่างที่เรียกร้อง แต่อยู่ที่ “ความพอใจในสิ่งที่ได้รับ” นั่นคือ ใครได้มาก ได้น้อย หรือได้เปรียบเสียเปรียบ ถ้าจะนำเอา “กฎหมาย” เป็นตัวตั้งเสมอไปก็คงยากต่อการระงับความขัดแย้งหรือหาจุดยุติแห่งปัญหา แต่หากยึดหลัก “พอใจในสิ่งที่ตนเองได้ตนเองมี” เหมือนดังพระพุทธวจนะกล่าวไว้ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปรองดองก็เป็นได้