
คมช.อุ้ม'ป๋าเปรม'ไม่เกี่ยวปฏิวัติ49
"คมช." โดดป้อง "ป๋าเปรม" ยันไม่เกี่ยวปฏิวัติ49 ระบุทุกอย่างเป็นเรื่องอดีต เตือนถ้าอยากปรองดองก็อย่าเป็นตัวสร้างปัญหา "พัลลภ" ระบุปฏิวัติฯ 49 เป็นเรื่องในอดีตไม่อยากพูดถึง ปัดวิจารณ์ "เสธ.หนั่น -บิ๊กบัง" เหตุเป็นนายทหารรุ่นพี่-รุ่นน้อง
22มี.ค.2555 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา สอบถามถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติฯ 19 ก.ย. 2549 ว่า เท่าที่ได้ยินจากคนที่เกี่ยวข้อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และไม่มีสิ่งบอกเหตุว่า พล.อ.เปรมไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการหรือว่ายุให้ทำการปฏิวัติฯ และคนที่เกี่ยวข้องไม่ได้พูดว่า พล.อ.เปรมเกี่ยวข้องเลยและไม่ได้ทำ ส่วนที่ระบุว่าพล.อ.เปรมมีส่วนด้วยเพราะมีการนำคณะปฏิวัติฯเข้าเฝ้านั้นก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วยเลย
เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่นต้องการให้เปิดชื่อผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติฯจะสามารถสร้างความปรองดองในประเทศได้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถ้าจะปรองดองมันก็ปรองดอง ถ้าไม่ปรองดองก็ไม่ปรองดอง ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเป็นเรื่องในอดีตอยู่ที่ว่าคนในสังคมตอนนี้อยากปรองดองกันหรือไม่
“ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นคงไม่สำคัญเท่าไร ในฐานะที่เป็นคนไทยอยากเห็นคนไทยสามัคคี แต่จะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องช่วยกันอย่างน้อยตัวเราอย่าเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง อย่าเป็นตัวปัญหาเรื่องดีๆจะได้เกิดขึ้น ช่วยกันให้อะไรต่างๆดีกันเสียที สำหรับบทบาทของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติสภาผู้แทนราษฎร ตนไม่ทราบเพราะไม่ค่อยได้ติดตาม” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว
ด้าน พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ที่เคยเปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 กล่าวว่า เหตุการณ์ได้ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ไม่อยากพูดอะไรมาก พล.อ.สนธิก็เป็นนายทหารรุ่นน้อง พล.ต.สนั่นก็เป็นนายทหารรุ่นพี่ ดังนั้นในฐานะที่เป็นทหารขอไม่พูดหรือวิจารณ์ในเรื่องที่ พล.ต.สนั่น สอบถาม พล.อ.สนธิ ว่า พล.อ.เปรม มีส่วนรู้เห็นการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือไม่ แต่ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนจะกระทบต่อกระบวนการสร้างความปรองดองหรือไม่ ตนไม่ขอตอบ
ที่ปรึกษากม.ผู้ตรวจการฯชง2แนวแก้รธน.
นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการอภิปรายในประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอหารือว่า กรณีที่สมาชิกรัฐสภา จำนวน 399 คนลงมติรับหลักการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 50 หรือไม่ และข้อเสนอที่ให้มีการตั้งสสร. ถือเป็นการตั้งสภาฯซ้อนสภาฯหรือไม่ โดยที่ประชุมเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสังคมกำลังมีการโต้แย้ง คณะกรรมการฯ ซึ่งทำงานด้านวิชาการก็ควรจะได้มีการนำเสนอข้อมูลในทางวิชาการ โดยมีความเห็นว่าเป็น 2 แนวทางคือ 1.รัฐธรรมนูญ 50 ได้รับการยอมรับโดยการทำประชามติจากประชาชน ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ทั้งฉบับควรจะดำเนินการทำประชามติถามประชาชนว่าควรแก้ไขทั้งฉบับหรือแก้ไขบางประเด็น ถ้าไม่มีการขอประชามติถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ และหากมีการยกร่างแก้ไขเสร็จแล้วก็ควรทำประชามติอีกครั้ง
นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องทำภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่ใช่มีเสียงข้างมาลากไปจะทำอะไรก็ได้ เสียงส่วนน้อยต้องได้รับการเคารพ และจะต้องมีการวางหลักประกันในการแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันในสังคมให้มากที่สุด เพื่อที่ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจขึ้นแล้วพบว่ามีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือเห็นพ้องต้องกันก็จะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นขาดความมั่นคงได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯจะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 28 มี.ค. นี้เวลา 16.00 น. โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้ก็จะเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อไป
ด้านนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า เหตุที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้นำประเด็นดังกล่าวนี้ไปหารือกับคณะกรรมการฯชุดนี้ เนื่องจากได้รับคำร้องจากนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของสมาชิกรัฐสภา 399 คน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ทั้งนี้ส่วนตัวก็ยังเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมการฯยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ระบุว่าจะต้องมีการวางหลักประกันในการแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันในสังคมให้มากที่สุดนั้นยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม จึงน่าที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก 2 ท่านว่าจะเห็นอย่างไร โดยในการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 27 มี.ค.นี้ จะมีการพิจารณากรณีดังกล่าว



