ข่าว

สู่สงคราม(แย่งชิง)ประชาชน

สู่สงคราม(แย่งชิง)ประชาชน

22 มี.ค. 2555

สู่สงคราม(แย่งชิง)ประชาชน: ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย และเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งคงไม่พ้นเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในยุคทักษิณและในยุค "หลังทักษิณ" เป็นต้นมา
 
             อนึ่งในการใช้คำว่าหลังทักษิณนี้ กระผมใช้ในความหมายในแง่ของการตั้งคำถามแบบ Post-Thaksin คืออาจจะยังไม่พ้น หรือโครงสร้างแบบทักษิณนิยมจะตามมาหลอกมาหลอนอยู่ก็ตาม
 
             ประเด็นก็คือ ในยุคก่อนนั้น คาถามหัศจรรย์ ในการรักษาไว้ซึ่งเผด็จการละมุน ที่ครูผมใช้เรียก soft authoritarianism ก็คือประชาชนช่างโง่เง่าอะไรปานนั้น ยังขาดการศึกษา จำเป็นต้องจัดให้มีการศึกษา
 
             จะว่าไปแล้วสมัยนั้นประชาชนดูท่าจะโง่จริงๆ เพราะแต่ละฝ่ายก็พยายามจะไปจัดตั้งและเข้าหามวลชนทั้งนั้น (จริงหรือเปล่าก็พิสูจน์ยาก)
 
             จากนั้นมาเมื่อเราเข้าสู่ยุคที่มีประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเข้าจริงๆ คาถาที่น่าตกใจก็มีเพิ่มขึ้น เมื่อมีความพยายามที่จะบอกว่าคนที่เลือกตั้งชนะก็เท่ากับซื้อเสียงเข้ามา แต่เวลาตัวเองชนะก็ไม่พูดอะไร มิหนำซ้ำยังไปลากเอาพวกเทาๆ เข้ามาอยู่ด้วยอยู่บ่อยๆ
 
             เรื่องราวการวิเคราะห์ชาวบ้านผ่านการวิจัยทัศนคติเพื่อจับพวกเขาลงตามตัวแบบวัฒนธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะในแบบที่เรียกว่าไพร่ฟ้า (คือสนใจ แต่ไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง) หรือวัฒนธรรมอุปถัมภ์ หรืออุตสาหกรรมการวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมการหาเสียง เพื่อดูว่าเขาโกงกันอย่างไรนั้น เคยเป็นเรื่องหลักมาก่อน
 
             แต่มาจนถึงวันนี้ คาถามหัศจรรย์ชุดใหม่กำลังมาแรง นั่นก็คือ คาถาที่ว่าคนเสื้อแดงควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ เพราะพวกเขาเป็นชาวบ้านที่ตื่นตัวทางการเมืองแล้ว รู้จักปกป้องสิทธิเสรีภาพของพวกเขา และก็เข้าใจได้ว่าในอดีตนั้นมันเป็นความเลวร้ายที่ยาวนานของระบบเก่าที่ทำให้คนยากคนจนเหล่านี้ไม่มีทางออก
 
             ดังนั้นเมื่อเจอกับผู้นำใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น แกนนำเสื้อแดง และทักษิณ คนชนบทเหล่านี้จึงหลงอยู่ในวังวนที่ผลักดันพวกเขาไปในทางที่ผิด เพราะทุกอย่างเป็นการหลงอยู่ในผลประโยชน์ระยะสั้น
 
             แต่คาถาใหม่นี้น่าสนใจตรงที่ว่า พวกเขาไม่สามารถประณามหรือกล่าวหาว่าชาวบ้านโง่ได้อีกต่อไป แต่บอกแค่ว่าคนกลางของชาวบ้านพวกใหม่นี้มันเลวและเป็นโจร
 
             คำถามก็เลยอยู่ตรงที่ว่าพวกเก่าก็ไร้ประสิทธิภาพ พวกใหม่ก็เป็นโจร ดังนั้นชาวบ้านที่รักยิ่งของนักวิเคราะห์จึงต้องได้รับการนำเสนอทางเลือกใหม่
 
             …ไม่ให้ติดอยู่กับทุนนิยมผูกขาด และระบบราชการที่รวมศูนย์-ล้าหลัง
 
             คำตอบจึงอยู่ที่การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยโครงสร้างใหม่ๆ เพื่อล้มล้างนักการเมืองพันธุ์เก่า และให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มในแบบใหม่ๆ
 
             เอาเข้าจริงครึ่งหนึ่งของข้อเสนอใหม่ๆ นั้นก็คงจะอยู่ที่ตัวสถาบันใหม่ๆ ที่พวกเขานำเสนอ ที่เชื่อว่าจะสามารถมาแทนที่ระบบเก่า ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ หรือระบบนักการเมืองผูกขาดได้
 
             แต่อีกครึ่งหนึ่ง หรือผมก็ไม่แน่ใจว่าเกินครึ่งหรือเปล่าด้วยซ้ำก็คือ เรื่องของการพยายามจะมีท่าทีกับบรรดาคนที่นักวิชาการและบรรดาสายประชาธิปไตยปฏิรูป และประชาธิปไตยสุขภาวะ (ดี) ทั้งหลายพยายามที่จะไปแย่งชิงออกมานั่นแหละครับ
 
             ดังนั้นความจริงในการเสนอมุมมองของบรรดานักวิเคราะห์ในสายนี้ ผมกลับคิดว่าความสำคัญไม่ใช่ข้อเสนอหรอกครับ แต่อยู่ตรงการทำการวิเคราะห์สถานการณ์และการมีท่าทีกับคนที่คุณพยายามจะเข้าหาและช่วงชิงจากพลังอื่นๆ เสียมากกว่า