
'บล็อกเกอร์กะทิ'มอง'กบนอกกะลา'
'บล็อกเกอร์กะทิ'มอง'กบนอกกะลา' ใสซื่อหรือเจือยาพิษ?
ความเห็นต่างในการนำเสนอสารคดีตอน “นกนักล่าภารกิจเจ้าเวหา” ของบริษัททีวีบูรพา สร้างประเด็นร้อนในสังคมโซเชียลมีเดียขึ้นอีกครั้ง หลังจากกลุ่มคนรักนกและธรรมชาติได้ทำหนังสือร้องทุกข์ถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ดำเนินคดีผู้ผลิตรายการเนื่องจากเนื้อหาของสารคดีดังกล่าวส่งเสริมการค้าสัตว์ป่า และละเมิด พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ขณะที่ทีวีบูรพายืนยันนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่มีเจตนาละเมิดกฎหมายและยินดีให้ตรวจสอบ
หลากหลายความเห็น ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง ดูน่ารับฟังด้วยเหตุด้วยผล แต่กระนั้นบล็อกเกอร์ Kati ใน OKnation.net ได้สะท้อนมุมมองด้วยสถานะความเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นของ "กบนอกกะลา" ได้น่าสนใจยิ่ง...!!!
*************************
สืบเนื่องจากเนื้อหาของสาระของเครือข่ายคนรักนก ร้องบก.ปทส.เอาผิด "กบนอกกะลา" ละเมิด พ.ร.บ.สัตว์ป่าสงวนฯ ซึ่งนำเสนอเนื้อข่าวถึงการดำเนินการของคนไทย ที่ตั้งคำถามต่อรายการ "กบนอกกะลา" ในทางกฎหมาย เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงมุมมองความคิดและ ผลกระทบที่จะติดตามมาในสังคมไทย ภายหลังจากนำเสนอข้อมูลอัน ไม่รอบด้าน ไม่ครบถ้วน ที่นำมาซึ่งปัญหาในอนาคต เสมือนหนึ่งยอมรับต่อหลักการและความรู้อันผิดพลาดจนก่อปัญหาระยะยาว
ประเด็นที่น่าสนใจซึ่งชวนให้คิดตามว่า ต้องร่วมกันอธิบายความต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพียง การด่าทอ ตำหนิ ติเตียน หรือวิพากษ์วิจารณ์รายการ "กบนอกกะลา" หรือทีวีบูรพา หรือแม้แต่แบ่งแยกฝักฝ่ายว่าการดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวพันถึงเนื้อหาสาระอื่นในการทำงานของทีวีบูรพา จนกระทั่งกระทบต่อความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานดีๆ เพื่อสังคมไทยและคนไทย
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพุ่งเป้าโจมตีว่าเลวทรามหรือต่ำช้าในเชิงวิชาชีพ แต่ควรเป็นคำถามจากใจกัลยาณมิตรซึ่งถามไถ่ให้ฉุกคิดว่า สิ่งที่คิดว่าทำดี ตั้งใจดี ตั้งใจนำเสนอและมุ่งมั่นทำงานนั้น กลายเป็นการจุดชนวนปัญหาใหม่ในสังคมไทย...???
เป็นชนวนอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนและเจือด้วยผลประโยชน์มากมายจากผู้คนซึ่งอ้างว่ารักธรรมชาติ แต่พร้อมจะหากินกับธรรมชาติ อ้างว่าต้องการอนุรักษ์เท่ากับการหาโอกาสฉกฉวยสำหรับธุรกิจการค้าสัตว์ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งอ้างไปเรื่อยเปื่อยถึงสิ่งผูกพัน
หรือแม้แต่อ้างวัฒนธรรม อ้างว่าการจับนกจากป่าเป็นวิถีธรรมชาติ เป็นวิถีชุมชน เป็นความผูกพันของผู้คน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย กระทั่งสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือการดำรงวิถีชุมชน
ในขณะที่ความเป็นจริงก็คือ โลกเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้วยการฉกฉวย จนกระทั่งสมดุลของธรรมชาติเปลี่ยนไป ไม่นับรวมคำอ้างแบบไขว้นิ้วมืออยู่เบื้องหลัง จากภาพของผู้คนซึ่งยืนลุ้นเมามันกับการประชันขันต่อ ด้วยวงเงินเดิมพันซึ่งขับเคลื่อนการล่าลูกนก
ด้วยเพราะสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ โอกาสในการได้มาซึ่งนกแข่ง นกประชันเสียง ไม่ใช่โอกาสเท่าเทียมของผู้เล่นหน้าใหม่ ที่อยากเผชิญโชคหรืออยากได้เงินเดิมพันในธุรกิจซึ่งหากินกับธรรมชาติ โอกาสของผู้เล่นที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ไม่มีช่องทางซื้อนก จากฟาร์มเพาะเลี้ยง ซึ่งมักจะเป็นคำกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า ไม่ได้ไปขโมยหรือหาของจากป่าอนุรักษ์
ดังนั้นประเด็นสำคัญอันซับซ้อนในความเป็นสื่อจึงต้องเข้าใจและแยกแยะรายละเอียดก่อนจะสร้างผลกระทบต่อเนื่อง โดยมิใช่การกระตุ้นตลาดให้เกิดความต้องการ หรือปั่นให้เกิดมูลค่าซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามแผ่นวีซีดี หรือดีวีดี ซึ่งผู้ค้าสัตว์ป่านำมาจากรายการ ทั้งเพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ประชาสัมพันธ์ อ้างอิงความชอบธรรม โดยผู้หากินกับธุรกิจสัตว์พยายามสร้างค่านิยมหรือเบี่ยงเบนให้เชื่อว่า ไม่เกิดผลกระทบต่อสังคมหรือต่อผู้คน
ดังนั้นข้อสรุปจึงควรทำธุรกิจเช่นนี้ แลหากินเช่นนี้ต่อไป...???
มิแตกต่างแต่ประการใดจากความรับผิดชอบในเชิงวิชาชีพ ซึ่งคนทำงานสื่อพึงต้องตระหนักและจดจำ โดยไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างข้างๆ คูๆ ว่า ต้องนำเสนอความจริง นำเสนอความรอบด้าน
ในบรรยากาศของรายการสารคดีใสซื่อ บริสุทธิ์ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี แต่คนทำสื่อกลับไม่ดูให้ดีว่า ในน้ำตาของความบริสุทธิ์ผุดผ่องเหล่านั้น คือการขยับขับเคลื่อนให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมเหล่านั้น ยังคงหาประโยชน์ต่อไปภายใต้ช่องว่างจากข้อกฎหมายในสังคมอันลักลั่น
ประเด็นในความเป็นสื่อซึ่งนำเสนอเพื่อกำหนดวาระและ อเจนดา (Agenda) ของความเปลี่ยนแปลงใหม่ หากพิจารณาได้ว่าประเด็นเนื้อหาความจริงในคำกล่าวอ้างของคนทำสื่อนั้น กำลังกัดกินตัวเอง กัดกินสังคม และบ่อนทำลายธรรมชาติอันละเอียดอ่อน ที่มิใช่แค่ทำความเข้าใจหรือมองสังคมอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แต่ต้องมองถึงเล่ห์เหลี่ยมและค่ายกลในทางธุรกิจ ซึ่งผู้ค้าสัตว์เหล่านี้กำลังหาประโยชน์จากรายการน้ำดีซึ่งกล่าวอ้างว่าเยาวชนไทยพึงดู
ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าการสร้างสตอรี่ (Story) ใหม่ของวงการค้าสัตว์ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่นับรวมการเชื่อมโยงวัฒนธรรมการค้าสัตว์ใหม่ๆ นำวัฒนธรรมชนเผ่าโน้นรวมกับชนชาตินี้ เพียงเพื่อรองรับความชอบธรรม เพื่อสรุปความว่า "ดังนั้นฉันจึงมีสิทธิ์ขายของได้ ฉันสามารถจะนำสายพันธุ์สัตว์ข้ามโลก มาเพื่อเพาะพันธุ์ขายได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ"
หากผู้ซื้อเบื่อหน่าย ไร้ความสามารถ หรือปล่อยปละสัตว์เหล่านั้นสู่แหล่งธรรมชาติ อันเป็นสาระสำคัญของปัญหาสัตว์ต่างถิ่นซึ่งไล่งับสัตว์พื้นถิ่นให้สูญพันธุ์จนเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ประเด็นความซับซ้อนหรือความแย้งย้อนระหว่างการนำเสนอความจริงอันอ้างอิงว่ารอบด้าน กับ การกำหนดวาระสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ หรือแม้แต่เพื่อตั้งคำถามกับธุรกิจที่หากินบนความทุเรศทุรัง ล้วนเป็นพื้นที่ของคนทำงานสื่อที่วันนี้ต้องเผชิญหน้าและทำงานในวิชาชีพนี้อย่างรับผิดชอบเท่าทันมากกว่าอ้างว่าตนเองชอบธรรม
ประเด็นปัญหาในการใช้ปัญญาตอบคำถามหรือสร้างโจทย์ก่อนขยายความเนื้อหา ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของคนทำงานวิชาชีพซึ่งควรได้รับการท้วงติง ตรวจสอบ วิพากษ์ จากผู้คนในสังคมเดียวกัน ในประชาสังคมเดียวกัน อันเป็นความชอบธรรมยิ่งของโลกในทุกวันนี้
กระนั้นก็ดีการสร้างสรรค์รายการทางปัญญาด้วยความเชื่อว่าเป็นจุดแห่งการสร้างสังคมที่ดี สร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อที่จะก้าวพ้นจากวังวนของปัญหาในสังคมปัจจุบัน จึงควรตั้งสติควบคู่กันไป
ดังนั้นก่อนที่ผู้ผลิตรายการ ผู้ควบคุมรายการ หรือคนทำงานในทีวีบูรพาจักเข้าใจผิดถึงคดีความดังกล่าวที่เกิดขึ้น จึงควรตั้งสติถึงคำถามกัลยาณมิตรในครั้งนี้ก่อน เถิด...!!!
............
(หมายเหตุ : 'บล็อกเกอร์กะทิ'มอง'กบนอกกะลา' ใสซื่อหรือเจือยาพิษ?)



