
4แผนทวงคืน100ล.ไร่'ฝรั่งยึดไทย'
4กลยุทธ์ทวงคืน100ล้านไร่...ต้าน'ฝรั่งยึดไทย' : โต๊ะรายงานพิเศษ
ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 320 ล้านไร่...เมื่อปี 2504 หรือกว่า 50 ปีที่แล้ว ได้กำหนดนโยบายที่ดินแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.พื้นที่ทำการเกษตร ที่อยู่อาศัย และอื่นๆ ประมาณร้อยละ 50 หรือ 160 ล้านไร่ 2.อีกร้อยละ 50 ให้เป็นพื้นที่ป่าไม้ เช่น เขตพื้นที่ป่าสงวน, เขตอุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ แต่ตัวเลขปี 2552 พบว่าเนื้อที่ป่าไม้เมืองไทยลดฮวบจนเหลือเพียงแค่ร้อยละ 33 เท่านั้น
นอกจากคนไทยจะบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าสมบูรณ์แล้ว ยังมีฝรั่งและชาวต่างชาติวางแผนฮุบที่ดินเหล่านี้ไปอีกทอดหนึ่ง ล่าสุดในงานสัมมนาหัวข้อ "นิติกรรมอำพราง : ต่างชาติกับการถือครองที่ดิน" จัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา มีการอ้างถึงงานวิจัย "ตัวแทนอำพราง (Nominee)" ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 พบว่า ผืนดินกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 100 ล้านไร่ตกอยู่ในมือของคนชาติอื่นไปเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ "นอมินี" เป็นหลัก
“นอมินี” (Nominee) หรือ “ตัวแทนอำพราง” หมายถึงบุคคล คณะบุคคลหรือนิติบุคคลใดเข้าทำนิติกรรมแทนตัวการซึ่งเป็นคนต่างด้าว โดยอำพรางการกระทำของตัวการ ซึ่งไม่อาจทำนิติกรรมนั้นได้อย่างถูกกฎหมาย ส่วนคำว่า “ธุรกรรมอำพราง” หมายความว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรม สัญญาหรือการดำเนินการใดๆ กับผู้อื่น ทางการเงิน ทางธุรกิจ หรือทรัพย์สินใดๆ แทนคนต่างด้าว โดยปกปิดชื่อเจ้าของที่แท้จริงซึ่งเป็นคนต่างด้าว หรือทำภายใต้การควบคุมหรือครอบงำของคนต่างด้าว
งานวิจัยข้างต้นระบุว่า ต่างด้าวกลุ่มนี้นิยมใช้ 3 กลวิธีเพื่อให้ "นอมินี" ตัวเองยึดผืนดินไทย คือ 1.แต่งงานกับคนไทย ทั้งผู้หญิงและผู้ชายแล้วให้คู่สมรสสัญชาติไทยไปซื้อหรือถือครองที่ดินแทนตัวเอง แต่แอบทำสัญญาต่างๆ กำหนดให้สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นๆ เป็นของคนต่างด้าว และยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันก็ยิ่งง่ายที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์ฝ่ายตน 2.มอบหมายให้คนไทยเป็นผู้ซื้อที่ดินและมีการทำสัญญากู้ยืม จำนองหรือสัญญาเช่าไว้กับคนต่างด้าว เพื่อเป็นหลักประกัน 3.ถือครองที่ดินโดยทำในรูปแบบนิติบุคคลไทย พร้อมให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว แต่อำนาจบริหารที่แท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับคนต่างด้าว
เช่น กรณีข่าวโด่งดังเมื่อปี 2550 ว่า "เดวิด เบ็คแฮม" นักฟุตบอลชื่อดังชาวอังกฤษ กำลังจะปลูกบ้านพักตากอากาศในพื้นที่ดินวิวสุดสวยขนาดใหญ่ 7 ไร่ บริเวณเนินเขาแหลมหอย บ้านใต้ ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เฉพาะราคาที่ดินมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาทแล้ว ซึ่งตามกฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวถือครองที่ดิน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้เกิน 1 ไร่ต่อครอบครัว ดังนั้นต้องพิสูจน์ว่า "เดวิค เบ็คแฮม" เป็นเจ้าของจริงหรือไม่ หรืออาจใช้นอมินีด้วยวิธี 1 ใน 3 ข้างต้น!!
"ศรีราชา เจริญพานิช" ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ข้อมูลว่า เคยศึกษาปัญหานี้มานานแล้วว่า มีต่างชาติทั้งฝรั่งและเอเชียพยายามเข้ามายึดครองผืนดินสวยๆ ของไทย โดยทุ่มเงินซื้อและใช้วิธีหลบเลี่ยงกฎหมายต่างๆ นานา โดยเฉพาะพื้นที่วิวสวยงามติดทะเลติดภูเขา เช่น ภูเก็ต สมุย ระยอง พัทยา ฯลฯ ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมอบหมายให้ "นิด้า" ทำการวิจัยเชิงลึกโดยสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในวงการเหล่านี้กว่า 300 คน ทั้งนักธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ฯลฯ จนพบว่าเบื้องต้นพื้นที่ดินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านไร่กลายเป็นของต่างชาติแล้ว ถือเป็นการแย่งดินแดนโดยใช้ระบบเศรษฐกิจและช่องโหว่ของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด เช่น ที่ดินชายทะเลของระยอง ร้อยละ 90 เป็นของต่างชาติ ขณะที่หัวหิน พัทยา เสร็จต่างชาติไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30
เนื่องจากเป็นการแอบอ้างชื่อผู้อื่นหรือนอมินีไปยึดที่ดิน ทำให้ยากที่จะสำรวจได้ว่า 100 ล้านไร่ดังกล่าวอยู่ที่ใดกันบ้าง จึงต้องคิดค้นกลยุทธ์ยึดคืนแผ่นดินทองกลับมา!
นายศรีราชาแสดงความเห็นถึงวิธีจัดการปัญหาข้างต้นว่า 1.ควรมีการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะในพื้นที่ดินราคาสูงๆ หรือโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ราคาแพง ให้ตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดว่า ใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงกันแน่ เรื่องนี้ตรวจสอบไม่ยาก เพราะการทำธุรกรรมจะมีรายชื่อผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว แต่ให้ไปเจาะลึกว่าเป็นใครมาจากไหน ทำไมมีเงินมาร่วมหุ้นซื้อที่ดินราคาแพงหลายร้อยล้านไร่ได้ หุ้นส่วนบริษัทหรือผู้ทำโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ ควรตอบคำถามให้ได้อย่างชัดเจนว่าเอาเงินมาจากไหน
2.เพิ่มการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เช่น ดีเอสไอ กรมที่ดิน กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ เพื่อช่วยกันดูว่ามีการทำธุรกรรมผิดปกติหรือไม่ มีการเคลื่อนไหวของเงินจำนวนมากโดยไม่รู้ที่มาที่ไปของเงินหรือเปล่า เช่น กฎหมายกำหนดให้การโอนเงินเกิน 2 ล้านบาทต้องแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ควรทำขั้นตอนให้ละเอียดมากกว่าเดิม
3.ออกกฎหมายเอาผิดลงโทษคนไทยที่เป็นนอมินี หรือตัวแทนอำพรางให้หนัก หากพบว่ามีการร่วมมือกับต่างชาติทุจริตต่อประเทศชาติต้องลงโทษมากกว่าปกติ 2-3 เท่า ส่วนผู้ที่มีส่วนสนับสนุน หรือ "ตัวกลางร่วม" ก็ให้ลงโทษรุนแรงเท่าตัวนอมินี
4.ส่วนคนต่างด้าวที่พิสูจน์แล้วว่า มีพฤติกรรมใช้นอมินีทำธุรกรรม ก็ขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินส่วนนั้นที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือยึดเพื่อขายทอดตลาด ส่วนต่างด้าวที่ทำผิดหลังถูกลงโทษแล้วให้เนรเทศไล่ออกจากประเทศไทยทันที ห้ามกลับเข้ามาอีก ทำเป็นรายชื่อ "แบล็กลิสต์"
สุดท้าย "อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ" อธิบดีกรมที่ดิน ยอมรับว่าเอาผิดเรื่องนี้ยาก เพราะไม่มีพยานและหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง ทำให้เพิกถอนเอกสารสิทธิไม่ได้ ยิ่งเป็นนิติบุคคลที่ให้ชาวต่างชาติถือครองหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 ก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีหุ้นเท่าไรกันแน่ เพราะเขาวางแผนให้ตรวจสอบไปไม่ถึงอยู่แล้ว ส่วนเรื่องผู้หญิงไทยแต่งงานกับฝรั่งเป็นแฟนกัน ก็พิสูจน์ยากเพราะผู้หญิงมีสิทธิซื้อที่ดินเท่าไรก็ได้อยู่แล้ว เมื่อปี 2554 กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิการถือครองที่ดิน จากกรณีนอมินีไปแล้วประมาณ 10 ราย
.........
(หมายเหตุ : 4กลยุทธ์ทวงคืน100ล้านไร่...ต้าน'ฝรั่งยึดไทย' : โต๊ะรายงานพิเศษ)



