ข่าว

รักหรือเกลียดก็หนีไม่พ้น...ตำรวจ

รักหรือเกลียดก็หนีไม่พ้น...ตำรวจ

21 มี.ค. 2555

รักหรือเกลียดก็หนีไม่พ้น...ตำรวจ : โลกของตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

            “แม่รักตำรวจมาก” หญิงสาวเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเกริ่นนำก่อนที่จะเล่าประวัติศาสตร์ที่มาของการส่งเสริมสนับสนุนตำรวจอย่างเข้มแข็งในโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม (ตมอ.) โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการดีๆ อีกหนึ่งโครงการที่มุ่งหวังให้ตำรวจเดินเข้าหาประชาชนเพื่อร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยมี พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ เป็นหัวหน้าคณะวิจัย ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการสนับสนุนความคิดเชิงวิชาการจาก ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย 
 
             “แม่สอนเสมอว่า ตำรวจเขาจะดูแลเราได้ดีถ้าเราดูแลเขาดีด้วย ก็คิดง่ายๆ ขนาดเด็กรับใช้ในบ้านของเรา ถ้าเราอยากให้เขาดูแลช่วยเหลือเรา ลูกหลานเรา ปกป้องทรัพย์สินในบ้านของเรา ทำให้เราสบายใจไม่ต้องเป็นห่วงกังวลเวลาที่เราไม่อยู่บ้าน เราก็ต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี ต้องพูดจากับเขาดีๆ ต้องเมตตาเขาเปรียบเหมือนกับเขาคือญาติของเราคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราให้ใจเขา เขาก็จะดูแลช่วยเหลือเรา” หญิงสาวบอกเล่าเช่นนี้ทุกครั้ง แม้เมื่อดิฉันต้องการตรวจสอบข้อมูลโดยให้ผู้ช่วยนักวิจัยทำการพูดคุยสัมภาษณ์ซ้ำเพื่อป้องกันอคติของข้อมูล
 
             วิธีคิดของการเลี้ยงดูปูเสื่อให้การส่งเสริมช่วยเหลือพอสมควรเพื่อให้ตำรวจมีความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีเกียรติ มีขวัญ และมีแรงจูงใจทำงานเพื่อดูแลเราของหญิงสาวนั้นมิได้แตกต่างจากคำแนะนำของหัวหน้าสถานีตำรวจในอีกจังหวัดที่แนะนำแก่ประชาชนผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ว่า วิธีการในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินที่ทำได้ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การให้ความสนิทสนมและดูแลรปภ. (พนักงานรักษาความปลอดภัย) ของหมู่บ้าน
 
             แม้แต่คำเรียกขาน ผู้กำกับยังใช้คำว่า รปภ.แทนคำว่า ยาม คำว่า รปภ.เป็นคำเรียกที่ถูกให้ความหมายว่ามีเกียรติและได้รับการฝึกฝนอบรมมาดีกว่า นายตำรวจใหญ่ยังแนะนำวิธีการให้เห็นเป็นรูปธรรมต่อว่า “เพียงแค่เราหยิบยื่นขนม ผลไม้แม้เพียงเล็กน้อยให้กับรปภ. แค่นั้นเขาก็ดีใจ เต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือเราอย่างดีแล้ว”
 
             หากผู้กำกับไตร่ตรองสะท้อนคิดย้อนมองดูคนใกล้ตัว เหล่าบรรดาตำรวจผู้น้อยไม่ว่าจะเป็นตำรวจระดับชั้นประทวน หรือระดับชั้นสัญญาบัตร โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสหาผลประโยชน์ใส่ตนและส่งนายได้น้อยนั้น ต่างก็ต้องการการดูแล ให้เกียรติ และยกย่องจากนายเช่นเดียวกัน น้ำใจจากนายแม้เพียงน้อยก็สามารถส่งผลให้หัวใจพองโต มีขวัญและกำลังใจมากขึ้น
 
             “ขอเพียงนายไม่อมก็พอแล้วครับ” นายดาบตำรวจบอกดิฉัน สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังว่า การให้นายมาใส่ใจดูแลนั้นแสนยากเกินกว่าที่จะคาดหวัง เพียงขอแค่ให้นายไม่เอารัดเอาเปรียบเวลาที่มีงบประมาณในการทำงานต่างๆ ส่งมา ขอเพียงให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับงบประมาณนั้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็พอใจแล้ว
 
             นอกเหนือจากพฤติกรรมการอม (งบประมาณ) แล้วนั้น วัฒนธรรมการสั่งแห้ง (สั่งงานโดยไม่มีงบประมาณ) แต่คาดหวังผลงานระดับที่ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปพึงพอใจด้วย ก็เป็นวัฒนธรรมการทำงานของเหล่าบรรดานายๆ ที่พึงปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความผาสุกในการทำงานให้เกิดขึ้นในองค์กร
 
             ก่อนที่จะทำให้สถานีตำรวจเป็นโรงพักเพื่อประชาชนนั้น ผู้ปฏิบัติงานควรมีความสุขอย่างแท้จริงในการทำงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลต่อความมุ่งมั่นที่จะบริการประชาชนอย่างเต็มใจ สมดั่งคำขวัญที่ยังคงติดไว้ในทุกสถานีตำรวจที่ว่า บริการดุจญาติ พิทักษ์ราษฎร์ดุจครอบครัว
 
             “หากคนรู้จริง ไม่มีใครเขาอยากเป็นครอบครัวของตำรวจหรอก เพราะตำรวจมันไม่เคยได้มีเวลาได้ดูแลครอบครัวของตัวเองเลย ลูกเมียตำรวจล้วนต้องดูแลตัวเองทั้งนั้น จนสุขภาพจิตเสียกันไปหมดแล้ว” นายตำรวจพูดจาเสียดสีประชดประชันเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เมื่อนึกถึงภาระและวัฒนธรรมการทำงานที่ติดกับดักอยู่ในวังวนของระบบ(ไร้)คุณธรรมในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้ ที่ในมือของผู้นำตำรวจล้วนมีแต่ตั๋วของนักการเมืองและนักธุรกิจที่อุปถัมภ์ค้ำจุนการทำงานของตำรวจ
 
             ในเมื่อเหล่าบรรดาตำรวจไทยต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในบริบทการทำงานเช่นนี้ ประชาชนคนไทยจะสามารถพึ่งพา ฝากความหวังในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้อย่างไร?ในที่สุดคำตอบสุดท้ายที่ทำได้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยยุคนี้คงต้องกลับมาทบทวนข้อค้นพบจากงานวิจัยดีๆ ในโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม! ฤาว่างานวิจัยตำรวจที่สะท้อนวิธีคิดดีๆ จะอยู่ได้แต่บนหิ้งเท่านั้น