
กมธ.ปรองดองหนุนนิรโทษ
กมธ.ปรองดอง เสียงข้างมาก เห็นตามข้อเสนอ ส.ปกเกล้าฯ ให้นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ไม่บอกตรง ๆ โละคดี คตส. หรือไม่ แต่ยกคำพิพากษาศาลฎีกา เทียบสมัย รสช. ตั้งคณะบุคคล ทำให้เกิดโทษอาญาย้อนหลังมิได้ วิเคราะห์ ม.112-แก้รธน.-นิรโทษกรรม จุดเปราะบางความขัดแย้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมนัดสุดท้ายของกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้สรุปร่างรายงานของ กมธ.ปรองดอง โดยมีสาระที่สำคัญ คือ ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ความรุนแรงในช่วงเดือนเม.ย - พ.ค. 53 เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสรางการเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวซับซ้อนมากขึ้น คือ การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างประชาชนและประชาชนด้วยการแย่งแยกกลุ่มสี ทำให้ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาที่รากเหง้า คู่กับแนวทางปรองดอง โดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
“กรรมาธิการเห็นว่า ประเด็นอ่อนไหวที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าได้อีก คือ การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับสถาบัน, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประเด็นการปรองดอง ด้วยการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้อง”
สำหรับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า กรรมาธิการฯ เห็นด้วย ในประเด็นนิรโทษกรรมความผิดที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง โดยไม่รวมกรณีความผิดที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ความผิดส่วนนี้ จึงควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ และไม่ถือว่า เป็นความผิดที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง
ส่วนประเด็นการลบล้างคดีที่ผ่านการพิจารณา ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้น กมธ.ปรองดอง ให้เพียงข้อสังเกต โดยเชื่อมโยงกับคำพิพากษาของศาลฏีกา 913/2536 ที่ระบุว่า การตั้งคณะบุคคลที่ไม่ใช่ศาล ตามประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ซึ่งมีผลทำให้เกิดโทษทางอาญาย้อนหลัง ถือเป็นสิ่งที่บังคับใช้ไม่ได้
สำหรับประเด็นที่กมธ.ปรองดอง ได้แจกแบบสอบถามเพื่อถามความเห็นต่อข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ได้ข้อสรุป คือ กมธ.ปรองดองเสียงข้างมาก คือ 23 เสียง เห็นตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ให้ออกพรบ.นิรโทษกรรม คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด ทุกประเภท ทั้งคดีความผิดตามพรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคดีอาญาที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน
ส่วนประเด็นคดีของ คตส. นั้น กมธ.ปรองดองเสียงข้างมาก คือ 22 เสียง เห็นตามข้อเสนอ คือ ให้เพิกถอนผลตามกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการ และที่ตัดสินไปแล้ว มาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลการสำรวจด้วยแบบสอบถาม ทั้ง 2 ประเด็น มีกรรมาธิการฯ ไม่เสนอความเห็น รวม 9 คน นอกจากนั้นแล้ว กมธ.ปรองดอง ยังเสนอแนะแนวทาง 5 ข้อเพื่อสร้างความปรองดอง โดยประกอบด้วย
1.ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ได้แก่ รัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ต้องร่วมสร้างบรรยากาศความปรองดอง เคารพความเห็นต่าง และไม่ใช่ความรุนแรงทางวาจา และการกระทำในการแก้ปัญหา รวมถึงใช้ความยุติธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้ง
2.ประเด็นการชดเชย และจ่ายค่าเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องทำด้วยรอบคอบ และทำให้สังคมยอมรับ รวมถึงต้องพิจารณาให้ครอบคลุมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
3.ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรกำหนดประเด็นที่จะแก้ไข และนำเสนอต่อสังคม เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีเจตนาแอบแฝง
4.การปรองดองต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม ด้วยการคืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน
และ 5.เพื่อยุติความขัดแย้ง กมธ.ปรองดองขอเรียกร้องให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่ หากเห็นด้วยกับผลการศึกษาของ กรรมาธิการฯ และสถาบันพระปกเกล้า ก็ให้นำไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว



