ข่าว

ประจันหน้าเวทีสัมมนา'แก้รธน.50'

ประจันหน้าเวทีสัมมนา'แก้รธน.50'

20 มี.ค. 2555

ประจันหน้าเวทีสัมมนา "แก้รธน.50 ทางออกปัญหาการเมืองไทย" ปชป.เย้ยไม่เชื่อแก้รธน.เป็นทางออกปัญหาการเมืองไทย "สยามสามัคคี" ป้อง "ธีรยุทธ" วิจารณ์ตรงถึงโครงสร้าง ซัดเสื้อแดง-เพื่อไทย สาดโคลนโดยไม่ฟังเหตุผล

          เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 มี.ค.ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นิสิตภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จัดสัมมนาเพื่อศึกษาวิกฤติการณ์ของสังคมการเมืองไทย หัวข้อ“ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทางออกของปัญหาการเมืองไทย?” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ นายทวี สุรฤทธิกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตัวแทนกลุ่มสยามประภิวัฒน์ และนายปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มนิติราษฎร์ ทั้งนี้นพ.เหวง โตจิราการ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่จะเข้าร่วมสัมมนาในฐานะตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยนั้น แต่เมื่อถึงเวลาการสัมมนาก็ไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใด 

            นพ.วรงค์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงแรก พรรคประชาธิปัตย์ได้ท้วงติงรัฐบาลว่าเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นพิเศษ โดยเห็นได้จากการเสนอให้พิจารณาแก้ไข 4 วันใน 1 สัปดาห์ แต่สุดท้ายก็สรุปได้ 2 วัน ซึ่งอยากให้มีการสังเกตุว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเร่งรีบผิดปกติ ทั้งที่ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนก็มีหลายเรื่องแต่รัฐบาลก็ไม่ทำ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเป็นทางออกของปัญหาการเมืองไทย แต่เห็นว่าจะเป็นการทำให้ปัญหาเขม็งเกลียวทางเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ แต่หากผู้นำมีความจริงใจต่อประเทศก็จะแก้ไขได้หากและพรรคก็จะให้ความร่วมมือ

            แต่ด้วยหมากที่มีการกำหนดเอาไว้จากคนหลังฉาก พรรคก็กังวลจะกลายเป็นเผด็จการขั้นสุดยอดที่เป็นมากกว่าเผด็จการรัฐสภา ซึ่งเชื่อว่าคนมีอำนาจสูงสุดที่กำหนดเกมไม่ได้บริสุทธิใจ และผมก็ยังไม่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศ”นพ.วรงค์ กล่าวและว่า ขอให้รัฐบาลใจเย็นก่อน อาจจะรอระยะเวลาอีก 6 เดือนหรือมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดความวุ่นวาย และจะไม่ใช่การปรองดอง เพราะการปรองดองต้องเกิดจากความเชื่อใจกัน

            ด้านนายทวี กล่าวว่ากลุ่มสยามประชาภิวัฒน์เห็นว่าการการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความน่าสนใจ และสามารถแก้ไขได้แต่ถึงเวลาแล้วหรือไม่ เพราะกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์เห็นว่าหากแก้ไขแล้วจะเกิดความปั่นป่วน และคิดว่าจะแก้ไขไม่สำเร็จ เพราะขณะนี้การตั้งสสร.ก็ยังไปไม่ถึงไหน ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายมาก เกิดความขัดแย้งมีมือที่ 3 เกิดขึ้น ทั้งนี้หากบ้านเมืองสงบและปรองดองแล้วก็สามรถดำเนินการอะไรก็ได้ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเมื่อแผ่นดินเย็นแล้ว อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเกิดปัญหาของมวลชนออกมาปะทะกันในทุกระดับ ตั้งแต่การเลือกสสร. รวมทั้งปะทะกันในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนำมวลชนออกมาในช่วงที่มีแก้ไขม.291 เสร็จ ช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง

            ส่วนนายปูนเทพ กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเพราะไม่เห็นด้วยตั้งแต่กระบวนการจัดรัฐธรรมนูญ 2550 และคัดค้านในเนื้อหาหลายเรื่อง เนื่องจากเกิดขึ้นบนพื้นฐานความไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยและนิติรัฐ ซึ่งรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้เพราะเป็นกติกาของคนในสังคม ทั้งนี้ตนขอถามคนที่คัดค้านการแก้ไขว่ากลัวอะไรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะแก้ไขในช่วงเวลาใดก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอให้แผ่นดินเย็น เพราะหากมีการรอก่อนนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการแก้ไข สำรหับความขัดแย้งที่หลายฝ่ายกังวลนั้นก็ต้องพูดคุยกันบนหลักการและไม่สนับสนุนให้ใช้กำลัง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าหการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางออกปัญหาของประเทศ แต่เป็นปมปัญหาของประเทศที่ต้องแก้ไขพร้อมกับปัญหาอื่น


“สยามสามัคคี”ป้อง“ธีรยุทธ”

            นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตส.ว.แกนนำกลุ่มสยามสามัคคี แสดงความผิดหวังที่กลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับการวิจารณ์ของนายธีรยุทธ บุญมี ผอ.สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเป็นการตอบโต้โดยไม่ฟังเหตุผล ใช้วาทกรรมเดิมๆโจมตีเช่น นายธีรยุทธ มีอคติ เป็นขาประจำ หรือท้าให้ลงเลือกตั้ง ทั้งที่นายธีรยุทธมีประวัติในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดชีวิต ตั้งแต่แกนนำเสื้อแดงยังไม่เกิด และบทวิเคราะห์ของนายธีรยุทธ ได้สะท้อนภาพรวมเชิงโครงสร้างเห็นถึงรากเหง้าปัญหาการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง ที่ทำให้คนเสียเปรียบส่วนใหญ่ถูกกดข่มด้วยระบบและจารีตประเพณี พัฒนากลายมาเป็นสองขั้วอำนาจที่ขัดแย้งร้าวลึก ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับความเป็นจริงแห่งการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่ง

            นายประสาร กล่าวด้วยว่า เมื่อมีคนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ที่มีอิทธิพลทำให้ชาวบ้านกลายเป็นลูกค้าประจำประกอบกับเสนอนโยบายรูปธรรมที่จับต้องได้ ทำให้ระบอบทักษิณครองฐานะที่เหนือกว่า แต่โลภจริตไม่รู้จบ ทำให้ต้องขยายฐานเสื้อแดงเพื่อเป็นอำนาจต่อรองกับกองทัพ ขณะเดียวกันก็จะเอากองทัพเป็นพวก และถือหลักที่ขัดใจสังคมไทยโดยยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ทำให้คนชั้นกลางรับไม่ได้กับการเอาประโยชน์คน ๆ เดียวเป็นตัวตั้ง แลกกับระบบยุติธรรมไทยทั้งกระบวน ทำให้ปัญหาแก้ไขยากขึ้น นายธีรยุทธไม่ได้ยุให้ทำรัฐประหาร แต่เตือนสติว่า หากยุทธศาสตร์ 3 ขาดังกล่าวของระบอบทักษิณยังดันทุรังต่อไป อีกฝ่ายอาจใช้วิธีรัฐประหาร ซึ่งจะทำให้ประเทศพินาศ

 “อภิสิทธิ์”ส่งจม.เปิดผนึกฉบับ2ถึงพระปกเกล้า


             เมื่อเวลา 18.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 โดยการตั้งคำถามถึงคณะผู้วิจัยสถาบันพระปกเกล้า รวม 4 ข้อ คือ 1.ปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งรายงานของคณะผู้วิจัยฯ ระบุว่าให้ คอป.เร่งหาความจริงในระยะเวลา 6 เดือน แสดงว่า ข้อเท็จจริง หลายประการยังไม่มีข้อยุติ แต่เหตุใดข้อเสนอของคณะผู้วิจัยฯ จึงไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเหล่านั้น นอกจากนั้น ในรายงานสรุปข้อเท็จจริงของผู้วิจัยฯ มีความคลาดเคลื่อน และได้ข้ามเหตุการณ์ สำคัญๆ ไปหลายประการ (ตามที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้) สมควรจะมีการปรับปรุง แก้ไขให้ครบถ้วนหรือไม่ 2. ปัญหาข้อเสนอการนิรโทษกรรม การนำหลักการการให้อภัยเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการปรองดองเป็นที่ยอมรับ แต่การเสนอให้ นิรโทษกรรมคดีอาญา นอกเหนือจากความผิดเรื่องการชุมนุมมีเหตุผลรองรับอย่างไร เพราะประสบการณ์ 10 ประเทศที่คณะผู้วิจัยฯ ไปศึกษา ก็ไม่มีแนวทางเช่นนี้ หากการฆ่า การปล้น การเผา โดยอ้างว่า มีเหตุจูงใจทางการเมือง สมควรได้รับการนิรโทษก็เป็นการยอมรับหลักการของการ ก่อการร้าย และผู้เสียหายจากการกระทำเหล่านี้ทั้งทางแพ่งและอาญาจะได้รับความเป็นธรรมจาก การกระทำเหล่านี้อย่างไร จะเป็นการส่งเสริมให้การต่อสู้ทางการเมืองไม่ยึดแนวทาง “สงบปราศจากอาวุธ” หรือไม่

             ในจดหมายเปิดผนึกระบุต่อว่า 3. ปัญหา คตส. ที่มาของ คตส.เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่ คตส.ไม่ใช่ข้อยุติของคดีที่ขึ้นศาลและมีการตัดสินไปแล้ว ล้วนเป็นคดีที่ผู้เกี่ยวข้องได้ต่อสู้อย่างเต็มที่และมีโอกาสหักล้าง คตส. เหตุใดจึงมีความคิดที่จะไปแก้ไข เปลี่ยนแปลง ทบทวนคำพิพากษา และกรณีที่ คตส.แพ้คดีจะต้องทบทวนหรือไม่ กรณีการใช้ ประโยชน์จากคำพิพากษา (เช่น การไม่ต้องจ่ายภาษี) ต้องทบทวนด้วยหรือไม่ คดีก่อนมี คตส. ที่องค์กรต่างๆ ถูกแทรกแซงต้องรื้อฟื้นด้วยหรือไม่ ส่วนคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จ ป.ป.ช. อัยการ ก็ทำหน้าที่ในการทบทวน การสานต่อ เหตุใดจึงต้องเพิกถอนคดีเหล่านี้ และ 4. ปัญหากระบวนการปรองดอง ซึ่งคณะผู้วิจัยยอมรับหลักการว่า การปรองดองต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน การจะให้คณะกรรมาธิการหรือสภาผู้แทนราษฎร ลงมติในประเด็นที่ยังมีความเห็นต่างอยู่อย่างมาก เป็นแนวทางที่คณะผู้วิจัยสนับสนุนหรือไม่

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาฯ เตรียมเปิดเวทีสาธารณะในวันที่ 21 มี.ค. เพื่อให้คณะผู้วิจัยของสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง และเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายเกี่ยวกับร่างรายงานวิจัยของสถาบันฯ และมีหนังสือเชิญให้นายอภิสิทธิ์ เข้าร่วมในการเสวนาด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ปฎิเสธที่จะเดินทางไปร่วมในงาน