
DSIลุยสอบรพ.รัฐ-เอกชน22แห่ง
ดีเอสไอลุยสอบรพ.รัฐ-เอกชน 22 แห่ง หลังอย.พบพิรุธสั่งยาแก้หวัดสูตรซูโดเอฟิดีนผิดปกติ พร้อมเสนอเป็นคดีพิเศษเพื่อสอบสวนเต็มรูปแบบ
20 มี.ค.55 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนกรณีลักลอบนำยาแก้หวัดที่มีสารซูโดเอฟิดีนซึ่งเป็นส่วนประกอบขออกจากระบบโรงพยาบาลจำนวนมากว่า ในวันที่ 26 มี.ค. ดีเอสไอจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณารับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากคดีมีความสลับซับซ้อน มีการกระทำเป็นเครือข่าย หากรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะทำให้การสอบสวนเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ โดยขณะนี้มีข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2551 - 2554 มีการจับกุมยาแก้หวัดที่ลักลอบออกจากระบบจำนวน 44.4 ล้านเม็ด แต่คาดว่ายอดจริงที่หายออกจากระบบต้องสูงกว่าปริมาณที่จับกุมอีกมาก เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รายงานว่าพบความผิดปกติในการสั่งซื้อยาของโรงพยาบาล 22 แห่ง
“หากบอร์ดกคพ.มีมติรับเป็นคดีพิเศษแล้ว จำเป็นต้องเรียกผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหล่านี้เข้าชี้แจงข้อมูลทั้งหมด ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่ามีบุคคลระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับในขบวนการ รวมถึงในส่วนของอย.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายยา ดีเอสไอยังไม่พบข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่อย.คนใดเข้าไปมีส่วนรู้เห็น เนื่องจากอย.เป็นแค่ผู้กำกับตรวจสอบปริมาณ การสั่งยาแก้หวัดในแต่ละปี การนำไปใช้ และยอดคงเหลือ แต่ในการตรวจสอบเข้าไปในระบบโรงพยาบาลพบยาแก้หวัดเล็ดลอดออกไป ในโรงพยาบาลบางแห่งพบว่ามีการรายงานเป็นเท็จด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าตัวการใหญ่ในขบวนการดังกล่าวมีหลายราย และมีส่วนสำคัญในการกำหนดปริมาณซูโดเอฟิดีนที่ต้องนำออกไปผลิตยาเสพติดในแต่ละปี จากนั้นจึงใช้ตัวกลางหลายคนที่เป็นผู้รับช่วงต่อในการรวบรวมยาแก้หวัดให้ได้ปริมาณตามเป้าที่ตั้งไว้ ”อธิบดีดีเอสไอ กล่าว
นายธาริต ยังกล่าวถึงเส้นทางการนำยาแก้หวัดไปผลิตเป็นยาเสพติดว่ามี 2 แนวทางคือ การนำเข้ายาแก้หวัด โดย อย. เป็นผู้ควบคุมการจ่ายให้ระบบโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ร้านยา และคลินิก ซึ่งพบว่ามีการลักลอบนำยาออกจากระบบรักษา จากนั้นจึงนำยาแก้หวัดไปรวมไว้ที่ภาคเหนือก่อนนำออกไปผลิตเป็นยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชาย ก่อนนำกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งการผลิตยาในประเทศเพื่อนบ้านทำให้ยากต่อการจับกุมทลายโรงงานเนื่องจากไม่ได้อยู่ในเขตประเทศไทย
ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือการลักลอบนำยาแก้หวัดเข้าทางด่านชายแดน หรือสนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นจึงนำไปรวมที่ภาคเหนือก่อนส่งไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง โดยประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางส่งผ่านยาไปประเทศเพื่อนบ้านเพราะมีเขตติดต่อชายแดนจึงมีความสะดวกในการนำเข้าและส่งออก ส่วนการลักลอบผลิตยาในประเทศมีเพียงส่วนน้อย
'ธาริต' แจงไม่เคยพลิกคดี 91 ศพ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ กล่าวถึงกรณีนางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ออกมาตำหนิการสอบสวนคดีการเสียชีวิต 91 ศพของดีเอสไอว่า การทำคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะทางการเมืองระหว่างกลุ่มนปช.และเจ้าหน้าที่รัฐปี 53 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพนั้น ดีเอสไอยืนยันว่า ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. กลุ่มที่มีพยานหลักฐานว่า การเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของนปช.ซึ่งเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ 2. กลุ่มที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และ 3. กลุ่มที่ยังไม่สามารถสรุปความชัดเจนได้ว่าเกิดจากฝ่ายใดกันแน่หรืออาจจะเป็นมือที่สาม ซึ่งไม่ชัดเจน โดยกรณีของพ.อ.ร่มเกล้า จากการตรวจสอบพบว่าการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากวัตถุระเบิดและร่องรอยบาดแผลน่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ของนปช. ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มไม่เคยเปลี่ยนแปลงแนวทางการสอบสวนแต่อย่างใด
นายธาริต กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหากพบว่าผู้ต้องหารายใดที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต 91 ศพ ดีเอสไม่เคยให้ประกันตัว โดยจะส่งสำนวนให้อัยการ ยกเว้นคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์ หรือวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัด ซึ่งอาจจะมีการให้ประกันหรือไม่ให้ประกันแล้วแต่กรณี ส่วนการกระทำต่อชีวิตดีเอสไอไม่เคยให้ประกันตัวใครเลย อย่างไรก็ตาม ขอตั้งข้อสังเกตว่า หลายคนมองว่าคดีในส่วนที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเสียชีวิตมีความคืบหน้า โดยศาลมีคำสั่งไต่สวนคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่คดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตกลับไม่มีความคืบหน้า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเพราะการยื่นให้ศาลไต่สวนการตายเป็นเพียงความเคลื่อนไหวตามขั้นตอนเท่านั้น
“การจะพิสูจน์ว่าการเสียชีวิตมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ศาลจะต้องทำการไต่สวนให้สิ้นสงสัยว่าจริงหรือไม่ และขณะนี้กรณีที่ส่งศาลไต่สวนก็ยังบอกไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเป็นผู้ยิง นอกจากระบุได้เพียงว่ามีหลักฐานควรเชื่อว่าอาจมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า คดีเกิดการจลาจลในบ้านเมืองหาหลักฐานยากพิสูจน์ได้ยาก เพราะการกระทำใดๆเจ้าหน้าที่จะต้องมีคำสั่งว่าจะมีการใช้อาวุธ อย่างไร หรือไม่ ต่างจากกลุ่มฮาร์ดคอร์ ซึ่งไม่มีใครออกมาพูดหรือมีคนออกมาให้ข้อมูลใดเลย” นายธาริต กล่าว
นายธาริต ยังกล่าวอีกว่า สำหรับคดีการเสียชีวิต 91 ศพยังคงถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งคดีก่อการร้าย โดยเฉพาะความผิดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของประชาชน และยืนยันว่าจะไม่มีการแบ่งกลุ่มจัดประเภทคดีใหม่แน่นอน โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ประเวศ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอไปพบนางนิชา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
ขณะที่นางนิชา กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากดีเอสไอว่าจะมาพบหรือไม่ และหากจะมาพบจริงก็ไม่ต้องการให้พบเพียงตนเองเท่านั้นอยากให้ทำความเข้าใจกับครอบครัวของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตรายอื่นๆพร้อมกันด้วย



