ข่าว

การสร้างภาพของนักการเมืองไทย:ดาบสองคม?

การสร้างภาพของนักการเมืองไทย:ดาบสองคม?

21 มี.ค. 2555

เศรษฐกิจ : คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : การสร้างภาพของนักการเมืองไทย : ดาบสองคม? : โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์

          เทคโนโลยีและการแข่งขันในปัจจุบันส่งผลให้ผู้คนในสังคมมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาจากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต ต่างก็ส่งผลต่อการรับรู้และการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้นักการเมืองกลายเป็นที่จับตามอง ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา เราจึงเห็นนักการเมืองหลายคนพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตนเอง 

          จากข่าวสารการเมืองส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เห็นได้ว่าพฤติกรรมของนักการเมืองมักมีข่าวในทางที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่น แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ทะเลาะเบาะแว้ง หรือแม้กระทั่งการประชุมสภาล่ม เพราะขาดองค์ประชุม ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อนักการเมืองโดยรวม ทั้งๆ ที่มีไม่น้อยที่เป็นนักการเมืองน้ำดี เมื่อภาพลักษณ์ไม่ดี สิ่งที่ตามมาคือ ความรู้สึกไม่ไว้ใจและไม่เชื่อถือ ทำให้เกิดความระแวงสงสัย ส่งผลให้การปฏิบัติงานต่างๆ ต้องล่าช้า หรือเสียโอกาสที่จะพัฒนาประเทศไปอย่างน่าเสียดาย

          สวนดุสิตโพลเคยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนที่มีต่อพฤติกรรมนักการเมือง ทำให้รู้ว่า การทะเลาะกัน ตีกันในที่สาธารณะหรือที่ประชุม ไม่มีความสามัคคี ขัดแย้งกันเอง ทุจริต คอรัปชั่น การพูดให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามให้เสียหาย ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำลายภาพลักษณ์นักการเมืองเมื่อสองปีที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอแบคโพลล์ได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจล่าสุดเรื่อง “เสียงสะท้อนของสาธารณชนต่อนักการเมืองฯ” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นว่านักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ฯลฯ 

          ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาของประชาชนที่ดูไม่ดีมากกว่าดี ทำให้นักการเมืองหลายคนพยายามใช้กลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตนเอง โดยอาศัยสื่อต่างๆ เป็นช่องทางการสื่อสารไปถึงประชาชน ทำให้เกิดมูลค่า เพิ่มความน่าเชื่อถือ และความศรัทธา นักการเมืองที่โดดเด่นและผู้คนรู้จักกันมากมักจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชน หรือเสแสร้งทำความดี เพื่อให้สื่อมวลชนออกข่าวประชาสัมพันธ์ความดีหรือผลงานของตน เพราะหากนักการเมืองมีผลงานมากมายขนาดไหน แต่สื่อมวลชนไม่ร่วมมือด้วยการลงข่าวประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนส่วนมากก็คงไม่รับรู้ 

          จึงไม่แปลกใจถ้าจะมีนักการเมืองบางคนยอมลงทุนลงพื้นที่ไปตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายตามสถานที่ต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นตนเองก็อาจเคยเป็นหนึ่งในผู้กระทำความผิดมาก่อน ก็เพื่อให้เป็นข่าวเกิดกระแสทำให้ตนเองอยู่ในความสนใจของสังคมและของสื่อมวลชนตลอดเวลา ประชาชนจะได้รับรู้และชื่นชมในการกระทำของตนเอง ซึ่งวิธีการนี้ที่ถูกแล้วต้องเรียกว่าเป็นการ “สร้างภาพ” ไม่ใช่ “สร้างภาพลักษณ์” เพราะการสร้างภาพเป็นของปลอม ในขณะที่การสร้างภาพลักษณ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

          แต่การศึกษาทำให้ประชาชนฉลาดขึ้น ถึงแม้นักการเมืองบางคนจะพยายามสร้างภาพดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถปกปิดความจริงได้ ยิ่งสื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านทางชุมชนออนไลน์ ยิ่งทำให้เห็นถึงพัฒนาการของการสื่อสารทางการเมืองของประเทศไทย ซึ่งเริ่มจากการสื่อสารแบบทางเดียวมาเป็นการสื่อสารแบบสองทาง และมีการโต้ตอบทางการสื่อสารมากขึ้น และการสื่อสารทางการเมืองจากที่รัฐเป็นผู้กุมอำนาจเพียงผู้เดียวมาสู่การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น 

          ดังนั้น ในที่สุดแล้วนักการเมืองที่เป็นน้ำดีมีคุณภาพทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองด้วยความทุ่มเทซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนก็จะยกย่องสรรเสริญและชื่นชม ตรงกันข้ามถ้าประพฤติไม่ดีหรือไม่ดีจริงตาม “ภาพ” ที่พยายาม “สร้าง” ขึ้นมา สื่อออนไลน์ก็จะตีแผ่สิ่งที่ไม่ดีออกสู่สายตาประชาชนทั่วไป แถมจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ตราบนานชั่วลูกหลาน และจะเจอทุกครั้งที่สืบค้น

 

 

----------

(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ : คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : การสร้างภาพของนักการเมืองไทย : ดาบสองคม? : โดย ... บัญญัติ  คำนูณวัฒน์)

----------