
ของแพงจะเป็นปัญหาเอาอยู่รอบสองหรือไม่?
ของแพงจะเป็นปัญหาเอาอยู่รอบสองหรือไม่?: ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ความจริงเรื่องของแพงผมได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เอาไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ก็น่าเสียดายที่เอามาพิมพ์ซ้ำไม่ได้ (เดี๋ยวไม่ได้ตังค์ค่าเขียน และของก็ยิ่งแพงขึ้นด้วย แหะ แหะ) ดังนั้นก็เลยต้องอภิปรายใหม่
ประการแรก ผมชื่นชมการทำงานของพรรคฝ่ายค้านในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายค้านในการติดตามการทำงานของรัฐบาล แต่ก็นั่นแหละครับ จะว่าไปแล้ว ข้อมูลบางอย่างของฝ่ายค้านเองก็ย่อมต้องถูกตรวจสอบด้วย เพราะจากข้อมูลของบางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ ชี้ให้เห็นว่าของสดถูกลง ตัวที่แพงขึ้นจริงคือน้ำมัน และมะนาว
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า วัตถุดิบนั้นมีทั้งขึ้นทั้งลง มะนาวนี่คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เพราะตอนนี้เราเข้าหน้าร้อน และมะนาวไม่เคยเป็นประเด็นในการล้มรัฐบาล ส่วนที่จะมีประเด็นจริงๆ หลายสิบปีก็คือ ไข่ไก่ ซึ่งไม่ได้สูงขึ้น (เพราะมะนาวเป็นสินค้าที่ใช้อย่างอื่นทดแทนได้ แม้ว่าจะไม่อร่อยเท่ากัน ฮ่าฮ่า)
ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไปอยู่เรื่องของน้ำมัน และประเด็นสำคัญก็คือ การขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตนั้นมันขึ้นอย่างสมเหตุสมผลหรือเปล่า เช่นน้ำมันขึ้นมาลิตรละสองบาท แต่อาหารขึ้นไปจานละห้าบาท
นี่จึงนำไปสู่ประเด็นที่สอง นั่นก็คือ อย่างน้อย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็มีความกล้าหาญในการออกมาตอบคำถามสังคมทันทีในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ซึ่งย่อมจะได้คะแนนจากฝ่ายที่รักไปไม่น้อย
ทิ้งไว้ซึ่งประเด็นสำคัญสองเรื่องคือ ในเชิงการเมืองนั้น เอาเข้าจริงนายกฯ อาจจะเลือกการต่อสู้ในแบบที่ดึงจังหวะได้มากขึ้น นั่นก็คือ ปล่อยคนอื่นออกมาพูดก่อน แล้วรอประชาธิปัตย์ถล่มวันอาทิตย์ก่อน จากนั้นอาจจะออกมาตอบวันจันทร์ในรายการของคุณสรยุทธก็ได้
เรื่องที่สอง การที่นายกฯ ออกมาตอบคำถามของสังคมเอง ทำให้ต้องเริ่มกลับไปตรวจสอบการทำงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเอง เพราะการแก้ปัญหาเรื่องข้าวของแพงนั้นไม่ใช่การทำงานด้วยปาก คนระดับรัฐมนตรีไม่ควรจะต้องออกมาตอบโต้ว่าของแพงหรือถูกกว่าสมัยรัฐบาลที่แล้ว เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของทีมโฆษกพรรคเสียมากกว่า หรือเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่เก็บข้อมูล
หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจย่อมจะต้องทำงานมากกว่าการตอบโต้ หรือแม้กระทั่งการวิ่งไล่จับของแพง รวมไปถึงการจัดหาสินค้าราคาถูก
สิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ที่เรื่องของการนำเสนอถึงสาเหตุสินค้าแพงว่ามาจากไหน
สองคือนำเสนอการคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรจากวันนี้อย่างน้อยจนถึงปลายปี
สามคือนำเสนอว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในการจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ
สี่คือนำเสนอว่าประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมอย่างไรในเรื่องนี้ มากไปกว่าเรื่องของการประหยัด อดออม หรือรอซื้อสินค้าราคาถูกที่รัฐบาลจัดหาให้
เรื่องเหล่านี้รวมตั้งแต่การนำเสนอช่องทางในการได้รายได้เสริม เพราะเอาเข้าจริงปัญหาของแพงนั้นเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้โวยวายว่าของแพงนั้นแพงไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของรายได้ที่มีไม่พอรายจ่าย ดังนั้นการเสริมรายได้ย่อมมีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งถ้ารัฐบาลทำงานในเรื่องนี้ได้ ก็จะได้คะแนนบวกสองเท่า คือลดของแพง และสร้างรายได้เพิ่ม
อีกทั้งเรื่องของการที่ประชาชนจะสามารถติดตามตรวจสอบเรื่องการขายของแพงของแต่ละที่ได้
สรุปก็คือ เรื่องนี้ดูลึกๆ จะเห็นว่า ส่วนหนึ่งที่สินค้าแพงนั้นจึงเกี่ยวเนื่องกับว่าตกลงสินค้าแพงที่ไหน ด้านหนึ่งประชาธิปัตย์ก็ไม่ผิดที่ไปหาของแพงมาให้ดู แต่อีกส่วนต้องสืบลึกขึ้นว่าของแพงที่เขาเอามาให้ดูน่าจะเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่สามารถไปหาของถูกมาประกอบอาหารกินในเวลาทำงานได้ (เพราะคนอยู่บ้านก็ซื้อของถูกลง แต่พลังงานขึ้นตัวเดียว) ดังนั้นก็ต้องลงไปดูในแต่ละภาคส่วนด้วย
เกมนี้คนเมืองที่ทำงานเดือดร้อน ดังนั้นต้องระวังถ้าไม่อยากเจอปัญหาว่าจะเป็น "เอาอยู่รอบสอง" หรือเปล่าครับผม



