
'นพดล'ซัด'ธีรยุทธ'อคติต่อ'ทักษิณ'
'นพดล' อัด 'ธีรยุทธ' มาตามเทศกาล แจงเคารพสิทธิทางวิชาการ แต่ซัดผลวิเคราะห์อคติต่อ 'ทักษิณ' เลือกไม่พูด 'รัฐประหาร 49 - สองมาตรฐาน - ทำลายหลักนิติธรรม' เย้ยคน 10 กว่าล้านไม่เชื่อ โต้ไม่มองเป็นรากหญ้า แต่เป็นเพื่อนร่วมชาติที่ควรมีโอกาส ชี้เสี่ยงหมิ่นประม
19 มี.ค.55 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฏหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวตอบโต้ นายธีรยุทธ บุญมี ซึ่งได้แถลงการวิเคราะห์การเมืองไทยแนวโน้มของวิกฤติปัจจุบัน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ไม่อยู่เหนือความคาดหมายและเป็นไปตามเทศกาล โดยคิดอยู่แล้วว่าเมื่อเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นายธีรยุทธ จะใส่เสื้อกั๊กออกมาวิเคราะห์การเมืองไทยแน่นอน หลังจากที่หายไปช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แม้ไม่เห็นด้วยในบางประเด็นแต่ก็เคารพสิทธิและเสรีภาพทางวิชาการของ นายธีรยุทธ
นายนพดล กล่าวว่า เนื้อหาการวิเคราะห์การเมืองไทยของนายธีรยุทธโดยทั่วไปก็ถือว่า สะท้อนปัญหาและเสนอทางออกการเมืองไทยได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีการละเลยและละเว้นที่จะพูดถึงปัญหาสำคัญของประเทศอย่างถึงแก่น และยังมีอคติและความไม่เข้าใจต่อตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรในหลายประเด็น นายธีรยุทธ จงใจที่จะละเลยไม่พูดถึงการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชน 19 ล้านเสียง (การรัฐประหารในปี พ.ศ.2549) ซึ่งเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยและส่งเสริมวัฒนธรรมอำนาจนิยมว่าอำนาจคือความถูกต้อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความแตกแยกของคนในชาติ และทำลายความฝันและความหวังของคนไทยที่จะได้รับจากนโยบายของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามา
"นายธีรยุทธไม่ได้พูดถึงการทำลายหลักนิติธรรมที่ตั้งผู้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตรวจสอบทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีในรูปแบบ คตส. นายธีรยุทธไม่พูดถึงการใช้กฎหมายย้อนหลังยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง นายธีรยุทธ ไม่พูดถึงความอยุติธรรมที่ รัฐธรรมนูญปี 50ได้สร้างขึ้น เช่น มาตรา 237 ที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายความเข้มแข็งของฝ่ายบริหารและขุดหลุมพรางของการยุบพรรคและตัดสิทธิ์นักการเมืองที่เป็นกรรมการการบริหารแม้ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในการกระทำความผิด และที่สำคัญที่สุด นายธีรยุทธ ละเลยไม่พูดถึงการแทรกแซงกระบวนการตัดสินของฝ่ายตุลาการในบางกรณีจนทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นมี 1ประเทศแต่ 2มาตรฐาน" นายนพดลกล่าว
นายนพดล กล่าวว่า นายธีรยุทธ กล่าวถึงการขยายตัวของขั้วทักษิณ-รากหญ้า มีโอกาสทำให้เกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้างและสถาบันมากขึ้น ซึ่งตนไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งด่วนที่จะสร้างความปรองดองของคนในชาติโดยยึดมั่นในนิติรัฐและนิติธรรม การสร้างความเท่าเทียมกันและการสร้างประชาธิปไตยโดยผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ให้เป็นประชาธิปไตย ถ้านายธีรยุทธ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขความไม่ถูกต้อง ตนอยากให้นายธีรยุทธได้เรียกร้องให้นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงแนวร่วม และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆได้ดำเนินการทางการเมืองอย่างมีวุฒิภาวะและสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน
"ผมไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของ นายธีรยุทธ ที่ว่า นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยจะล้มเหลวในท้ายที่สุด คำว่าประชานิยมเป็นคำกว้างและมิได้เป็นสิ่งเลวและมิได้หมายความว่านโยบายทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นประชานิยม นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายการสร้างโอกาสให้คนยากจนเข้าถึงเงินทุน เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุน sml การให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศ โครงการ 1ตำบล1ผลิตภัณฑ์ ที่ปลดปล่อยศักยภาพของคนในท้องถิ่น นโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ยั่งยืนที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลกยังยกย่อง โครงการ 30บาทรักษาทุกโรคที่จะใช้เป็นโมเดลที่ใช้ไปทั่วโลก การพูดแบบเหมารวมของนายธีรยุทธ ว่านโยบายประชานิยมเป็นสิ่งเลวร้ายไปทั้งหมดเป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและเต็มไปด้วยหมอกควันทางวิชาการ" นายนพดลกล่าว
นายนพดล กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่นายธีรยุทธ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีลักษณะการเป็นผู้นำทางการตลาดมากกว่าผู้นำประชาธิปไตย นั้น ในประเด็นนี้ ตนไม่เห็นเหตุและผลของนายธีรยุทธแต่เห็นอคติ ทัศนคติทางการเมือง ความรู้สึกของนายธีรยุทธ อย่างชัดเจน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นมหาเศรษฐีก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีและสร้างประวัติศาสตร์ชนะการเลือกตั้งถึง 3 สมัยติดต่อกันและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ถ้าประชาธิปไตยคือการปกครองที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดและตัดสินความเป็นไปของบ้านเมือง การผ่านการตัดสินของประชาชนและชนะการเลือกตั้งอย่างท้วมท้นถึง 3 ครั้ง ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเรียกว่าเป็นผู้นำทางประชาธิปไตยและถ้าไม่ถูกยึดอำนาจไปเสียก่อนก็จะชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่4 นายธีรยุทธมีสิทธิ์ที่จะเชื่อตามที่ตนเองอยากจะเชื่อซึ่งตนไม่ขอลบหลู่แต่ประชาชน 10 กว่าล้านคนไม่เชื่อนายธีรยุทธ
ส่วนการที่ นายธีรยุทธ สรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งหวังให้รากหญ้าเป็นลูกค้าซื้อสินค้าของตนเป็นประจำสม่ำเสมอมากกว่าจะใช้รากหญ้าเป็นรากฐานมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย ซึ่งเท่ากับประเทศเราแตกแยก ด่าทอกันเอง ใช้ความรุนแรงต่อกันเพียงเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สิน อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น ในประเด็นนี้ข้อสรุปของนายธีรยุทธได้ลดความน่าเชื่อถือและคุณค่าการวิเคราะห์ทางวิชาการลงไปมาก ข้อสรุปสวนทางกับความจริง180องศา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยมองรากหญ้าเป็นลูกค้าที่มาซื้อสินค้าของตนแต่มองว่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติควรจะได้รับโอกาสจากการบริหารจัดการทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่กินได้ น่าเสียดายที่นักวิชาการอย่างนายธีรยุทธไม่ได้เก็บข้อมูลนโยบายและความสำเร็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นมรดกทางการเมืองเช่นที่กล่าวมาแล้ว โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่คนจนไม่ต้องตายเพราะไม่มีเงินผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ โครงการsml และกองทุนหมู่บ้านที่คนจนลืมตาอ้าปากได้เพราะมีแหล่งเงินทุนและไม่ต้องขูดรีดจากนายทุนเงินกู้ โครงการ 1อำเภอ 1ทุนที่ให้นักเรียนชนบทไปเรียนต่อต่างประเทศปีละร่วมพันทุน การคืนลูกหลานให้พ่อแม่จากการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หรือการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิจนเสร็จ ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่ฉาบฉวยแต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศ
"การสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้รากหญ้าเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สิน และอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อสรุปที่ถือไม่ได้ว่าเป็นงานทางวิชาการแต่เป็นการรำพึงรำพันทางวิชาการที่สะท้อนความรู้สึกและอคติของนายธีรยุทธ ซึ่งทำให้เห็นว่านายธีรยุทธยังไม่หลุดพ้นจากกรอบความคิดของคนบางกลุ่มในสังคมไทยที่ปฏิเสธการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ใช้อคตินำทางสู่ข้อสรุป นอกจากนั้นข้อสรุปของนายธีรยุทธหมิ่นเหม่และเข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสีและเป็นการหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งนักวิชาการที่มีมาตรฐานไม่พึงกระทำ อาจทำให้นายธีรยุทธถูกมองว่าเป็นขาประจำที่มาตามนัดเพื่อฟัด พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น" นายนพดลกล่าว



