
มะกันประเทศประชาธิปไตยแต่ในนาม
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เพียงในนาม : หน้าต่างอาเซียน โดย ทนง ขันทอง
เมื่อเร็วๆ นี้ นายวอลเตอร์ บี. โจนส์ จูเนียร์ ผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน จากมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้เตรียมร่างกฎหมายเพื่อที่จะถอดถอนประธานาธิบดี บารัก โอบามา จากตำแหน่ง ในกรณีที่นายโอบามา ทำสงครามกับซีเรียหรืออิหร่านโดยที่ไม่ผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
มาตรา 1 หมวด 8 มอบอำนาจให้แก่สภาคองเกรสแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นในการประกาศสงคราม แต่จะเห็นได้ชัดว่าทำเนียบขาว หรือว่าประธานาธิบดีสหรัฐในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นต้นมา กองทัพสหรัฐทำสงครามในต่างประเทศโดยไม่ปรึกษาหารือหรือขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน
โอบามา ทำสงครามกับลิเบียโค่นล้มกัดดาฟี โดยที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเช่นกัน แนวโน้มเป็นที่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารกำลังสะสมอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งโอมแลนด์เซ็คคิวรีตี้ หลังการก่อการร้าย 9/11 เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศ และการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถควบคุมและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกันเช่น National Defence Authorization Act โดยฝ่ายบริหารอ้างว่าต้องมีกฎหมายที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะต่อต้านและป้องกันการก่อการร้าย
ร่างกฎหมายที่จะถอดถอนโอบามา ถูกเข็นออกมาหลังจากถ้อยแถลงช็อกโลกของ รมต.กลาโหม นายลีออน พาเน็ตตา ซึ่งตอบคำถามคณะกรรมาธิการวุฒิสภาฝ่ายการทหาร (Senate Armed Services Committee) ได้อย่างยียวนมาก
ต่อคำถามว่ากองกำลังทหารของอเมริกันจะใช้หลักกฎหมายอันใดในกรณีที่จะประกาศสงครามกับซีเรีย นายพาเน็ตตาตอบว่าเขาและประธานาธิบดีโอบามาจะขออนุญาตจากนานาประเทศก่อนที่จะทำสงครามกับซีเรียถ้าจำเป็น หลังจากนั้นจะกลับมาแจ้งให้สภาคองเกรสทราบ
คณะกรรมาธิการบี้ถามต่อไปว่า ที่จะไปขออนุญาตจากนานาชาติในการทำสงครามนั้นเป็นใครกันแน่ นายพาเน็ตตาตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่าเขาหมายถึงองค์การสหประชาชาติ และนาโต
ถ้อยแถลงของนายพาเน็ตตานี้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารกำลังฉีกรัฐธรรมนูญสหรัฐ โดยไม่แยแสต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศ ถือได้ว่าเป็นขบถต่ออำนาจอธิปไตยและระบอบการปกครองของประเทศ
สหรัฐอเมริกามีการปกครองระบอบสาธารณรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยที่ประชาชนสามารถแสดงอำนาจอธิปไตยและสิทธิเสรีภาพผ่านการปกครองวิถีประชาธิปไตยนี้ผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงและผ่านสภาคองเกรส ซึ่งมีวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรทำหน้าที่แทนประธานาธิบดีเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนสภาคองเกรสเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมาย
แต่ขณะอำนาจอธิปไตยที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ กำลังจะถูกโอนย้ายโดยโอบามา ออกนอกประเทศให้พวกที่กุมบังเหียนระบบโลกอยู่ในปัจจุบันนี้
เพราะแทนที่จะหารือขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสในการทำสงครามโดยตรง โอบามากลับให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติและนาโตมากกว่า
ในสายตาโอบามาแล้วสภาคองเกรสเป็นเพียงตรายางเอาไว้ประทับความชอบธรรมในการก่อสงครามของฝ่ายบริหาร
เรื่องนี้ทำให้ผู้แทนราษฎรบางคนอย่างนายวอลเตอร์ บี. โจนส์ จูเนียร์ ยอมรับไม่ได้ จึงต้องเตรียมร่างกฎหมายถอดถอนโอบามา ถ้ายังดึงดันก่อสงครามกับซีเรียและอิหร่านโดยไม่มาขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน
จะเห็นได้ว่าสื่อมวลชนอเมริกันให้ความสนใจกับเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งๆ ที่มันเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง
ระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวอเมริกันถูกปล้นไปตั้งนานแล้วโดยพวกนักล่าอาณานิคมโลก ผ่านองค์การสหประชาชาติและระบบการเงินโลกที่พวกนี้ควบคุมอยู่เบื้องหลัง แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกายังเป็นแค่เมืองขึ้น



