
ปัญหาโลกแตก
ปัญหาโลกแตก: วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ถ้าถามว่าอะไรคือปัญหาใหญ่ของชาวโลกในอนาคต ร้อยทั้งร้อยคำตอบก็คงออกมาทำนองเดียวกันว่า อาหาร พลังงาน ขยะและสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาทีละเรื่อง เราก็คงจะเห็นด้วยว่า ปัจจุบันโลกมีประชากรโลกจำนวน 7,000 ล้านคน จากสถิติของสหประชาชาติ แสดงว่าทุกนาทีจะมีคนเกิดโดยเฉลี่ย 5 คน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 2 คน ซึ่งทำให้โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นนาทีละ 3 คน ซึ่งตามเรโชนี้ โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุกๆ 40 ปี โดยคาดว่าจะมีประชากรถึง 24 พันล้านคน ใน ค.ศ.2080 และ 48 พันล้านคน ในปี ค.ศ.2120 ซึ่ง ณ เวลานั้น โลกก็คงจะแออัดยัดเยียดไม่ต่างจากรังมด-ปลวกสักเท่าไหร่
สิ่งที่ตามมาอย่างใกล้ชิดของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นก็คืออาหาร เมื่อปี 2011 ราคาของอาหารโลกได้เพิ่มสูงสุดในรอบ 20 ปี คือ 25 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ได้เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 2010 โดยน้ำมันพืชมีราคาสูงขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์
รองลงไปคือน้ำตาล 39 เปอร์เซ็นต์ และธัญพืช 34 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารมีราคาสูงขึ้น ก็เนื่องมาจากความปรวนแปรของดินฟ้าอากาศในหลายๆ ประเทศ เช่นสหรัฐ รัสเซีย ออสเตรเลีย และเอเชีย กับความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นของประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีน และอินเดีย เหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนทั่วโลกใช้จ่ายรายได้ส่วนใหญ่ไปในการซื้อหาอาหารซึ่งมีราคาแพง ตามมาด้วยการชุมนุมประท้วง และบางแห่งลุกลามไปสู่ประเด็นทางการเมือง จนก่อให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลในหลายประเทศติดต่อกันเป็นลูกโซ่หรือโดมิโน
พลังงานได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและการดำรงชีวิตของมนุษย์ นับตั้งแต่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ในปี ค.ศ.1950 ที่มุ่งผลิตสินค้าที่อำนวยความสะดวกแก่ทุกครัวเรือน โดยผ่านกลไกการตลาดและการโฆษณา ทำให้มีการใช้พลังงานทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล ทั้งในการผลิตและการใช้สินค้าเหล่านั้น โดยเฉพาะรถยนต์ เครื่องไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จนมีการคำนวณว่า แหล่งน้ำมันดิบในโลกนี้จะถูกสูบขึ้นมาใช้จนหมดเกลี้ยงในปี ค.ศ.2028 ส่วนก๊าซน่าจะหมดลงก่อนหน้านั้น ถ้าหลับตานึกถึงภาพในวันที่โลกไม่มีพลังงานใช้ ก็คงจะได้ภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก ทั้งในเรื่องของการคมนาคม การติดต่อสื่อสาร หรือการอาศัยแสงเทียนแสงไต้แสงคบแทนแสงไฟฟ้าในยามค่ำคืน
ในสมัยโบราณ คงไม่มีใครคิดว่าขยะจะกลายเป็นปัญหาของโลกได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีระบบกำจัดขยะ หรือการทิ้งขยะแบบมักง่ายตามถนนหนทางและแม่น้ำลำคลอง แต่ในเวลานั้น ในแต่ละเมืองยังมีประชากรไม่มากนัก แม่น้ำลำคลองก็กว้างใหญ่มีกระแสน้ำไหลแรง ขยะที่ถูกทิ้งตามพื้นดินก็มีกระบวนการทางธรรมชาติที่ช่วยจัดการให้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างๆ ไส้เดือน จุลินทรีย์ หรือการเน่าเปื่อยไปเอง แต่ในปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยเอง ในย่านชุมชนก็มีขยะถึงวันละ 4 หมื่นตัน ลำพังแค่กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวก็มีขยะถึงวันละ 8,700 ตัน ขยะจำนวนนี้ถ้าทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพียงไม่กี่ปีก็สามารถสร้างไฮเวย์บนแม่น้ำได้สบายๆ หรือถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่นำไปกำจัด ขยะก็คงจะท่วมประเทศไทยได้เหมือนกัน นอกจากนี้ สิ่งที่มากับขยะก็คือมลพิษ โรคระบาด และแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆ เช่น หนู แมลงวัน ยุง แมลงสาบ เป็นต้น
ท้ายสุดก็คือสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผู้กล่าวว่า ทุกครั้งที่เราขยับตัว ก็ได้ก่อให้เกิดมลภาวะแก่โลก ไม่ว่าจะเป็นการปิด-เปิดสวิตช์ไฟฟ้า จุดเตาก๊าซ เปิดเครื่องปรับอากาศ ดูโทรทัศน์ สตาร์ทเครื่องรถยนต์ กดลิฟต์ สูบบุหรี่ ฯลฯ ซึ่งประชากรโลกทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและโลกของเราทุกๆ วินาที
อย่างไรก็ตาม หากเราย้อนกลับไปมองปัญหาเหล่านั้นอีกครั้ง เราก็จะเห็นว่าทุกปัญหาเป็นห่วงโซ่ที่เกี่ยวคล้องกันและสามารถจะใช้ห่วงโซ่ให้เป็นประโยชน์ได้ เริ่มด้วยการนำขยะบางชนิดเช่นพลาสติก กระดาษฯ มาใช้เป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก และนำขยะบางชนิดเช่น เศษอาหาร ใบไม้ พืชผัก ไปหมักเป็นปุ๋ยธรรมชาติใช้ในการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีในการเกษตร รวมทั้งนำขยะจำพวกโลหะและแก้ว ไปรีไซเคิล เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการรักษ์โลก และรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบคิดรีบทำครับ อย่ารอให้ประเทศไทยต้องขนขยะไปขายเพื่อนบ้านในราคาถูกๆ แล้วควักกระเป๋าซื้อไฟฟ้าที่เขาผลิตจากขยะของเราเข้ามาใช้ในบ้านเราเลยครับ



