
หลังน้ำท่วมรัฐคิดเรื่องอะไร!?
ชาวบ้านร้านตลาด : หลังปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลคิดเรื่องอะไร? : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา
เหลืออีก 4 วัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมีอายุครบ 7 เดือนเต็ม เป็น 7 เดือนที่คนไทยน่าจะได้รับผลพวงจากการบริหารประเทศตามนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 รวม 16 ข้อได้เกือบครบถ้วนแล้ว แต่เป็นเพราะวิกฤติน้ำท่วมทำให้รัฐบาลมีข้อแก้ตัวว่าทำอะไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไหร่นัก
วันนี้ รัฐบาลได้แถลงแผนป้องกันน้ำท่วมให้ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติได้รับทราบแล้วว่า ด้วยเงินกู้จำนวน 3.5 แสนล้านบาท รัฐบาลจะนำไปทำอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้น้ำท่วม และถึงแม้ว่าชาวบ้านร้านตลาดจะยังไม่มั่นใจการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ชาวบ้านก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอรับชะตากรรมที่จะตามมาในอีกไม่นานนี้ ขณะเดียวกันชาวบ้านต่างก็มีคำถามใหม่ถึงรัฐบาลว่า หลังจากวางแผนป้องกันน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลมีความคิดที่จะทำอะไรเพื่อให้ชาวบ้านอยู่อย่างเป็นสุข
นอกจากการทุ่มตัวเองไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงไม่กี่คน เพราะในความเป็นจริงนั้น วันนี้ คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง ได้รับความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ?
และไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำถามจากนักธุรกิจนักลงทุนภาคเอกชนถึงรัฐบาลด้วยว่า รัฐบาลได้เตรียมการอย่างไร เพื่อรองรับการไร้พรมแดนของประชาชาติอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน...รัฐบาลยังคงงุ่มง่ามอยู่กับปมปัญหาเดิมๆ เหมือนลิงแก้แห "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง กำลังคิดนอกกรอบ จะให้แม่ค้าขายข้าวแกงที่ไม่มีสลิปเงินเดือนยืนยันว่ามีรายได้ประจำ สามารถขอกู้เงินซื้อบ้านได้
กระทรวงพาณิชย์กำลังคิดแก้ปัญหาข้าวปลาอาหารราคาแพงด้วยการเปลี่ยน “สัญลักษณ์ ธงสีฟ้า” ให้เป็น “ธงสีแดง” เพราะคิดว่าจะช่วยให้ข้าวปลาอาหารถูกลง กระทรวงพลังงานแก้ปัญหาเชื้อเพลิงแพงด้วยการปล่อยราคาน้ำมันและก๊าซลอยตัวที่ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านผู้ใช้รถมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการขนส่งก็ขอขึ้นค่าบริการอย่างถ้วนหน้าไม่ว่า รถ หรือ เรือ
วันจันทร์ที่แล้ว กรุงเทพธุรกิจเสนอรายงานเรื่อง 4 ชาติในอินโดจีน คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ออกมาตรการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าไป.ลงทุน และก่อนหน้านี้ กรุงเทพธุรกิจก็รายงานให้ทราบว่า นักลงทุนไทยพากันชักแถวเข้าไปลงทุนพม่า ทั้งที่ยังไม่แน่ใจในเสถียรภาพทางการเมืองนัก
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่ในความรู้สึกของผม มันคือ “ลางร้าย” ที่บอกให้รู้ว่า นักลงทุนไม่ว่าไทยและต่างชาติ ต่างขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลแล้วอย่างสิ้นเชิง, เพราะนอกจากความไม่มั่นใจในแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลแล้ว, ในเดือนเมษายนนี้ นโยบายที่เป็นหมัดเด็ดของรัฐบาล คือขึ้นแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และปรับเงินเดือนผู้สำเร็จปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทจะย้อนมาทิ่มหน้ารัฐบาลเต็มๆ
นั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาตินำมาพิจารณาว่า สมควรที่จะประกอบกิจการในไทยต่อไปดีหรือไม่ ในเมื่อประเทศรอบๆ ไทย ต่างฉวยจังหวะที่ประชาชาติอาเซียนจะไร้พรมแดนสร้างแรงจูงใจคอยท่าเอาไว้แล้ว ผมอยากเตือนรัฐบาลว่าอย่าดูแคลนประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีข้อเสียเปรียบไทยในเรื่องของ“แรงงานไร้ฝีมือ” อย่างเด็ดขาด
ผมอยากจะบอกว่า เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ที่ประเทศไทยเปิดประตู้รับคนต่างด้าวเข้ามา “ฝึกงานและเรียนรู้” การใช้เครื่องจักรกลตามโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จนเกิดความช่ำชองรุ่นแล้วรุ่นเล่า แรงงานต่างด้าวงานเหล่านี้ ขณะอยู่ในเมืองไทยเขาคือพลเมืองชั้นสองที่ถูกมองอย่างดูแคลน แต่เมื่อไหร่ที่เขาเหล่านั้นกลับไปทำงานในโรงงานของประเทศตัวเอง เขาอาจเป็น “อัศวิน” ของชาตินั้นๆ ก็ได้ใครจะรู้ ?
----------
(หมายเหตุ : ชาวบ้านร้านตลาด : หลังปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลคิดเรื่องอะไร? : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา)
----------



