
'พงศ์โพยม'แนะลดบทบาทรัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
“พงศ์โพยม”แนะลดบทบาทรัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น “รณรงค์” ชี้ข้ออ้างไม่ปรับค่าจ้างขึ้น ไม่ใช่เหตุให้นายจ้างเปลี่ยนฐานผลิต “อิทธิพล” แนะ สปก.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สวมบทเป็นพี่เลี้ยงคุมมาตรฐาน
18มี.ค.2555 ที่ห้องประชุมอิศราอมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีราชดำเนินเสวนา “ปฎิรูปประเทศไทย ประเด็นที่ควรปฎิรูป?” โดยมีรศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการปฎิรูประบบแรงงานและสวัสดิการ นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานคณะทำงานการปฎิรูประบบการเมือง นายอิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ประธานคณะทำงานการปฎิรูปโครงสร้างและกฎหมายด้านที่ดิน ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อสะท้อนประเด็นปัญหาในประเทศที่รอการแก้ไขให้ลุล่วง
นายพงศ์โพยม กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นได้ จะต้องปรับปรุงโครงสร้างอำนาจควบคู่กับการเมือง จะประกอบด้วย 1.การปรับดุลย์อำนาจหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากรัฐมีอำนาจค่อนข้างมาก ทำให้ประชาชนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นการที่รัฐควรลดบทบาทอำนาจรัฐโดยการถ่ายเทอำนาจไปยังประชาชน ในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกับสร้างความรู้สึกให้กับประชาชนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นของประชาชน ที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรฯได้ 2. การมีงบประมาณแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ 3. เสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระที่มีหน้าที่การกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นายพงศ์โพยม กล่าวอีกว่า ส่วนการปฏิรูปการเมือง จะต้องเพิ่มพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตลอดเวลา และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในภาคปฎิบัติ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่การจัดทำโครงการในองค์กร การจัดซื้อจัดจ้าง ควบคุมงาน และตรวจสอบผชงาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างจิตสำนึก ในการรับรู้ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ยกระดับประชาชนเป็นพลเมือง ในการรู้สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบตนเอง
ส่วนการที่มีข้อเสนอให้มีการตั้งนครปัตตานี นายพงศ์โพยม มองว่า แนวคิดที่จะให้จังหวัดรับอำนาจบริหารในส่วนกลางไดำเนินการนั้น มีหลายจังหวัดขานรับอย่างมาก อาทิ จ.เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา นครราชสีมา และอีกหลายจังหวัดในภาคอีสาน ส่วนข้อเสนอให้มีการตั้งรัฐอิสระนั้นต้องเป็นเรื่องที่ไปศึกษาให้ถี่ถ้วน พร้อมกับเปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ เชื่อว่าวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นมากกว่าการแบ่งแยกการปกครองเป็นรัฐอิสระ
ด้านรศ.ดร.ณรงค์ กล่าวถึงประเด็นปัญหาแรงงานที่ต้องรับการปฏิรูปว่า อำนาจรัฐถูกสร้างด้วยอำนาจทุน แล้วประชาชนจะอยู่ตรงจุดไหน ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตด้วยอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานเป็นสำคัญ อีกทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย จึงเกิดคำถามว่า เมื่อเกิดการเติบโตในอุตสาหกรรมทำไมถึงไม่นำสัดส่วนรายได้ไปให้แรงงานอย่างทั่วถึง เหตุผลที่ไม่มีการกระจายนั้นก็น่าจะมาจากถ้าหากอัตราค่าแรงงานไทยสูงขึ้น นายจ้างก็จะหนีไปจีนหมด ทั้งที่ความเป็นจริงค่าจ้างในจีนนั้นสูงถึง 300 บาทต่อวัน แซงหน้าไทยไปนานแล้ว
ขณะที่นายอิทธิพล กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการผลักดันการออกพรบ.โฉนดชุมชน การจัดเก็บภาษีที่ดิน และความพยายามแก้ไขการออกกฎหมาย ปรับโครงสร้างประเมินราคา และจัดตั้งธนาคารที่ดิน ซึ่งมี พรก.แล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีปัญหาในด้านเกี่ยวกับที่ดิน 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การบริหารจัดการที่ดินไม่มีเอกภาพ ขาดทิศทางและบูรณาการ เราได้ตั้งเรื่องเพื่อบรูณาการหน่วยงานจัดการบริหารที่ดิน ที่มีทั้ง 6 กระทรวงได้ดูแลที่ดินอยู่ ปรากฎว่าแต่ละหน่วยงานทำงานอย่างต่างคนต่างทำ เมื่อปี 2546 ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปปรับปรุงองค์กรบริหารที่ดิน น่าจะต้องมีการจัดให้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้นมา แต่จนถึงเมื่อปี 2554 ร่าง พรบ.ดังกล่าวต้องตกไป เนื่องจากมีการยุบสภา ทางคณะทำงานจึงต้องผลักดันเข้าไปใหม่ ดังนั้นการมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่ดี ดูอำนาจหน้าที่ กลไก และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นนั้นเป็นที่ดี รวมทั้งยังมีแนวคิดที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินมาเป็นกระทรวงที่ดินในอนาคต
นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า 2.ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศลดลง ถึงแม้ว่าตัวเลขจะไม่ชัดเจน แต่ก็มีลดลงหลายล้านไร่ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นหมู่บ้านจัดสรร สนามกอล์ฟ โรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ และการออกกฎหมายคงไม่ทันการ ทางคณะทำงานเห็นว่าอาจจะไม่ต้องใช้เครื่องมือถึงการใช้กฎหมาย แต่ควรลงมือทำทันที เมื่อที่ดินการเกษตรน้อยลง เกษตรกรก็จะต้องไปใช้ที่ดินที่มีคุณภาพต่ำ จึงได้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำ แต่มีต้นทุนในการลงทำการเกษตรสูงขึ้น
ดังนั้นเห็นว่ากฎหมายปฎิรูปที่ดินที่มีอยู่ ควรนำมาใช้อย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อทำให้ที่ดินที่มีคุณภาพยังคงมีต่อไป และ3.การกระจายการถือครองที่ดินยังไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีการเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดินอยู่ หากมองย้อนกลับไปปัญหาเดิม พบว่า สปก.ใช้กฎหมายปฎิรูปที่ดินเพื่อการปฎิรูปที่ดินโดยต้องประกาศเขตเสียก่อน คณะทำงานมองว่า ถ้ามีการซื้อขายที่ดิน ไม่จำเป็นต้องมีการประกาศเขตเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งการออกกฎหมายเวรคืนจะต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา ทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจากการพิจารณากฎหมายที่ดินอาจจะถูกแบ่งเป็นแปลงย่อยๆไปแล้ว อีกทั้งการปฎิรูปที่ดินเป็นเรื่องของนโยบายที่กระจุกตัวกันอยู่ หากเป็นไปได้กฎหมายปฎิรูปที่ดิน ควรสามารถให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ได้ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยมี สปก. เป็นพี่เลี้ยงดูแลและควบคุมมาตรฐานให้เป็นไปตามที่ สปก. เคยดำเนินการ เชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีจะเป็นไปตามเป้าหมายการปฎิรูปที่ดินอย่างแท้จริง



