
จวกถ้าของไม่แพงรบ.จะเรียกถกทำไม
"อภิสิทธิ์" ถามรบ.เรียกประชุมแก้ของแพงทำไม ถ้าราคาสินค้าไม่แพงอย่างที่ว่า พร้อมเสนอ 3 แนวทางแก้ไข ยอมรับ-เข้าใจ-ไร้ผลประโยชน์เอี่ยว ด้าน "อ.มธ." คิดแย้ง ของแพง 5 ปีแล้ว ชี้ "แก๊สหุงต้ม" กดราคาถูกลงทุก "รบ." ส่วน"สมาคมผู้ค้าปลีก"แนะ รวม 3 กท.แก้ราคาต้นทาง
วันที่ 18 มี.ค.55 เวลา 09.30 น. ได้จัดงานเสวนา ฝ่าวิกฤติ "ข้าวของแพง" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านนสภาผู้แทนราษฎร์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นายชัยวัฒน์ แสงชัย ที่ปรึกษาสมาคมตลาดสดไทย , นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย , นายพรายพล คุ้มทรัพย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน นางพิไล สุโชติก เจ้าของร้านพิไลอาหารตามสั่ง และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยการเสวนาเป็นเรื่องการโจมตีของแพงทั้งแผ่นดินและทางแก้ไขปัญหา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
โดยนายพรายพล กล่าวว่า ภาวะช่วงนี้ยอมรับว่าสินค้ามีราคาแพงขึ้น จากปีที่แล้วประมาณ 3 - 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสมมติว่าเรามีเงิน 100 บาท แต่สามารถซื้อของได้แค่ 96 บาท ยังถือเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะ แต่ถ้าเมื่อใดเงินเฟ้อขึ้นเป็น 8 เปอร์เซ็นต์แล้ว จากที่เรามีเงินในมือ 100 บาท คงเหลือค่าเงินแค่ 55 บาทแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาของก็แพงขึ้นมาก เป็นประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เช่น อาหารสัตว์แพง ราคาเนื้อสัตว์จึงจำต้องแพงขึ้นตาม
อ.เศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า โดยที่นโยบายนโยบายรัฐบาลกลับไม่ค่อยมีการแข่งขันราคา มีแต่การผูกขาดราคา ไม่เว้นแม้แต่ราคาน้ำมันที่ตะวันออกกลางในปี 2551 ที่ถือว่าแพงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งตอนนั้นราคาประมาณ 40 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปัจจุบัน 120 เหรียญสหรัฐ แต่ในขณะเดียวกันตอนนี้เรามีแก๊สที่ผลิตแต่ในประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ ราคาย่อมถูกกว่าที่อื่น แต่เราขายแก๊สราคาแก๊สธรรมชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศในราคาที่เท่ากัน ซึ่งปกติทั่วไปเขาต้องขายถูกแก่คนในประเทศ
" ที่ผ่านมาราคาแก๊สหุงต้ม เรามีการกดราคาให้ถูกลงกว่าท้องตลาด ซึ่งมีการกดราคามาทุกรัฐบาลเกือบ 20 ปี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ทำอย่างนี้ทุกรัฐบาล เพราะพยายามที่จะอุ้มช่วยประชาชน ทำให้รัฐบาลขาดทุน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำประชาชนก็ต้องใช้จ่ายเยอะ จึงอย่าโทษรัฐบาลไหนเลย ดังนั้น เราต้องดูเป็นจุดๆว่าไปว่าสินค้าราคาแพงเพราะอะไร และแก้ปัญหาให้ถูกจุด ส่วนที่บอกว่า ปตท. มีกำไรเกินเหตุผมเห็นว่าจริงๆแล้วกำไรที่ได้นั้นมาจากปิโตรเคมี และแก๊สธรรมชาติ ไม่ใช้น้ำมัน" นายพรายพล กล่าว
ขณะที่นายฉัตรชัย กล่าวว่า จากที่ผ่านมาเรามีการตรึงราคาช่วยผู้บริโภค จึงอยากเสนอให้มีการตั้งกระทรวงค้าขาย แทนเป็นทางแก้ปัญหาจะดีกว่า นั่นคือ การนำเอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงกระทรวงพาณิชย์มารวมกัน เพราะถือเป็นหน่วยต้นทางทั้งหมดจะได้สามารถควบคุมการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าได้โดยตรง ซึ่งคิดว่าการตั้งกระทรวงแบบนี้จะไม่ยุ่งยาก ในทางกลับกันทำให้เรากำหนดราคาได้เลย
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อ จนทำให้เงินในกระเป๋าหายไปดื้อๆ ซึ่งปัญหาของแพงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทั้งที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็มีกลไกซับซ้อน โดยถ้าเราฝืนธรรมชาติควบคุมราคาสินค้ามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ได้เลย ทางแก้ปัญหา คือ 1.ต้องยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจริง แต่ 1 เดือนที่ผ่านมากลับมีกองเชียร์รัฐบาล สร้างกระแสว่าของไม่แพงจนราคาของแพงทั้งแผ่นดินแล้ว กลับมาออกข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งที่โฆษกส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีก็ออกมาระบุว่า ของไม่แพงแต่นายกฯกลับเรียกประชุมของแพง
" ถ้านายกฯยืนยันสิ่งที่กองเชียร์พูด ก็ไม่ต้องมาแก้ไข และอย่าเรียกประชุมของแพงเลย แต่ถ้ายอมรับว่า 1.ของแพงจริงให้บอกกองเชียร์เลิกพูดแล้วหันมาแก้ไขปัญหา 2. ต้องพยายามทำความเข้าใจกับปัญหาว่าเกิดจากอะไรบ้าง เพราะพวกรถแท็กซี่ รถสิบล้อก้ออกมาประท้วงกันแล้ว และยังมีบางคนกลับไม่เข้าใจแล้วมาพูดว่า ใครเอาน้ำมันดีเซลไปเจียวไข่ ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ช่วยอธิบายให้ผู้ที่ไม่เข้าใจได้รู้หน่อยว่าน้ำมันแพงจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งถ้าของถูกลงจริงทำไมเงินเฟ้อขึ้นได้ แล้วยังมาบอกกลัวคนไทยเคยตัว ต้องใช้แพงบ้างจะได้ประหยัด ซึ่งคิดว่าใครจะเอาก๊าซหุงต้มไปจุดเล่นหรือไง ถ้าจุดแล้วแพงจริง พวกเผาบ้านเผาเมืองก็ไม่ประหยัดเลย และ 3.เมื่อเข้าใจปัญหาแล้วว่าเกิดจากปัจจัยชั่วคราวหรือถาวรก็ต้องเข้ามาโดยไม่มีผลประโยชน์เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว



