
ตบตาจนท.ส่ง'ยาบ้า'พ่วงอี-ไอซ์-โคเคน
'ลับ-ลวง-ล่อ'ตบตาเจ้าหน้าที่ ส่ง'ยาบ้า'พ่วงอี-ไอซ์-โคเคน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
การลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้ามายังพื้นที่ชั้นในจะไม่สำเร็จได้เลย หากไม่มีเครือข่ายแก๊งค้ายาคอยอำนวยความสะดวกด้านเส้นทาง และคอยบอกทางหนีทีไล่ให้ เครือข่ายดังกล่าวเรียกว่า "หมาทาง" มีหน้าที่ส่งสัญญาณให้ "ไฟเขียว" ตามจุดล่อแหลมต่างๆ
โดยหมาทางที่ว่า ส่วนใหญ่ล้วนเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" ของไทยที่ทนความเย้ายวนของเงินไม่ไหว บางส่วนเป็น "ผู้นำท้องที่" ในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั่นเอง !!
หน้าที่ของหมาทาง นอกจากอำนวยความสะดวกในการลำเลียงยาเสพติดแล้ว ยังมีหน้าที่นำพา "ลูกค้า" เข้าไปดูสินค้าถึงแหล่งพักยาตามแนวชายแดนด้วย และเมื่อลูกค้าพอใจแล้วก็จะมีการ "สั่งจอง" สินค้าเป็นลอตๆ ลอตเล็กสุดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นเม็ดขึ้นไป
ส่วนราคาจะอยู่ที่เม็ดละ 80-150 บาท ตามคุณภาพของสินค้า แต่ถ้านำเข้าฝั่งไทยได้ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า และถ้าส่งออกไปประเทศที่สามได้ มูลค่าก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
อย่างไรก็ตาม การนำยาเสพติดเข้ามาในฝั่งไทยนับว่ามี "ความเสี่ยงสูง" โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่มีการวางกำลังทหาร และตชด.ของไทยไว้ตลอดแนว ดังนั้น ในการขนย้ายจึงมีการว่าจ้างชุดขนย้ายสินค้าประมาณ 2-3 คน และ "กองกำลังคุ้มกัน" อีกนับสิบคน สนนราคาค่าจ้างครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท
หากการลำเลียงสำเร็จ ไม่ถูกจับกุมหรือปะทะกับเจ้าหน้าที่เสียก่อน สินค้าจะถูกส่งมายัง "จุดนัดหมาย" โดยจะมี "รถบรรทุกสินค้าการเกษตร" อาทิ ผักกระหล่ำปลี ผักกาดขาว และกระเทียม ที่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดมักจะใช้ในการตบตาเจ้าหน้าที่
ดังนั้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะต้องเน้นงานด้าน "การข่าว" เป็นหลัก หากการข่าวผิดพลาด...ผลที่ตามมาคือจะต้องชดใช้ค่าความเสียหายของสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยสินค้าเกษตรแต่ละคันจะมีมูลค่า 3-5 หมื่นบาท เป็นอย่างต่ำ
แต่ถ้าเล็ดลอดหูตาเจ้าหน้าที่ไปได้ จุดหมายปลายทางของสินค้าเกษตรที่มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่จะไปโผล่ที่ตลาดค้าส่งพืชผลการเกษตรขนาดใหญ่ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล เช่น ตลาดไท-ตลาดรังสิต โดยจะมีผู้รับสินค้าไปอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่รถกระบะที่นำมาขนสินค้าการเกษตรจะเป็นป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานร และปริมณฑล เป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังพบกลยุทธ์ในการ "ตบตา" เจ้าหน้าที่อีกมากมาย เช่น การส่งสินค้าฝากมากับ "รถประจำทาง" ที่วิ่งออกจาก จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย หรือการส่งทาง "ไปรษณีย์" โดยการบรรจุหีบห่อแฝงมากับสินค้า โดยเฉพาะ "เครื่องใช้ไฟฟ้า" ที่สามารถถอดประกอบเพื่อนำยาเสพติดซุกซ่อนมาตามชิ้นส่วนต่างๆ ได้ง่าย
ส่วนการซุกซ่อนมากับ "ตัวบุคคล" ก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ซ่อนมาในรองเท้า เข็มขัด ปกเสื้อ หรือแม้แต่สายเป้ นอกจากนี้ ยังมีการซุกซ่อนมาใน "อวัยวะเพศผู้หญิง" หรือใน "ผมมวย" ก็เคยมี
ในเมื่อมีรูปแบบการซุกซ่อนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่อย่างหลากหลาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เท่าทันโจรเช่นกัน โดยนอกจากงานด้านการข่าวแล้ว การสกัดกั้นโดยด่านตรวจ-ด่านสกัดตามจังหวัดชายแดนก็ต้องอาศัยไหวพริบ และความชำนาญในการตรวจค้นสูงมาก จุดตรวจสำคัญที่เชื่อมต่อกันระหว่าง จ.เชียงใหม่ กับ จ.เชียงราย มีอยู่ 2 จุด คือ ด่านแก่งปันเต๊า และด่านผาหงส์ ที่กลุ่มขบวนการมักจะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด เนื่องจากเป็นเส้นทางที่สะดวก หากผ่านเส้นทางนี้ได้ก็ฉลุย
ด่านแก่งปันเต๊า จ.เชียงใหม่ จะมีเจ้าหน้าที่สนธิกำลังจาก 3 ส่วน คือ ตำรวจจาก สภ.เชียงดาว และทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 4 (ฉก.ม.4) และอาสาสมัคร โดยการปฏิบัติจะมีอุปกรณ์สำคัญ คือ “กล้อง” สำหรับตรวจจับรถต้องสงสัยที่ผ่านจุดตรวจดังกล่าว โดยเฉพาะแผ่น "ป้ายทะเบียน" ว่ามีการปลอมแปลง หรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่
รถยนต์ที่ผ่านด่านแก่งปันเต๊าจะถูกตรวจอย่างละเอียด ถ้ารถยนต์คันไหนถูกขึ้นบัญชีดำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดที่ตำรวจภูธรภาค 5 บันทึกข้อมูลเอาไว้ เมื่อรถคันดังกล่าวผ่านด่านจะมีสัญญาณ "ไซเรน" ดังขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม ในการตั้งด่าน เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งขบวนการค้ายาเสพติดมักจะซุกซ่อน "อาวุธสงคราม" ติดมาในรถด้วย และอาจนำมาใช้ในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหลบหนี หรือหากเห็นว่าจวนตัว ดังนั้น หลักปฏิบัติในการทำงาน จึงมักมีการคัดกรองทะเบียนรถจากระยะไกลในเบื้องต้นก่อน
กลุ่มป้ายทะเบียนที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะกลุ่มค้ายาเสพติดนิยมใช้ คือ รถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนมาจาก จ.เพชรบูรณ์ จ.ตาก จ.นครสวรรค์ และกรุงเทพมหานคร
กระนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามทุ่มเทงบประมาณ และสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่ขบวนการยาเสพติดก็พยายาม "ทุ่มทุนสร้าง" เพื่อหวังที่จะ "เพิ่มยอดขาย" เช่นกัน โดยเฉพาะการลด-แลก-แจก-แถม ยาเสพติดชนิดอื่น เช่น ไอซ์-เฮโรอีน-โคเคน ควบคู่กับยาเสพติดตัวหลัก คือ ยาบ้า
ดังนั้น ในการจับกุมช่วงหลัง เจ้าหน้าที่จึงมักจะสามารถตรวจยึดยาเสพติดชนิดอื่นที่ "พ่วง" มากับยาบ้าด้วยเป็นประจำ ซึ่งเป็นสัญญาณของการแพร่ระบาดที่น่ากลัว
.............
(หมายเหตุ : ลับ-ลวง-ล่อ ตบตาเจ้าหน้าที่ส่ง'ยาบ้า'พ่วงอี-ไอซ์-โคเคน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



