
ธกส.ภูมิใจ 'รางวัลพระราชทาน'
สัมมาภาษณ์พิเศษ : ธกส.ภูมิใจ 'รางวัลพระราชทาน' จากการน้อมนำ 'เศรษฐกิจพอเพียง' มาปฏิบัติ
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงรางวัลในประเภท หน่วยงาน/องค์กร ภาครัฐส่วนกลาง ที่มีการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์กร พนักงาน และลูกค้า จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ว่า ถือเป็นเกียรติสูงสุดของ ธ.ก.ส. ทั้งในส่วนของลูกค้าที่เป็นเกษตรกร และลูกค้าที่ใช้บริการเงินฝากของ ธ.ก.ส. มีความภาคภูมิใจในรางวัลนี้ เพราะเป็นรางวัลที่ได้รับจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์กร พนักงาน และลูกค้า ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ มีส่วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถือเป็นรางวัลสูงสุดที่ทำให้ ธ.ก.ส.มีความภาคภูมิใจ และมีกำลังใจในการทำงาน เพื่อพี่น้องเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ที่มีทั่วประเทศ
ธ.ก.ส. มีลูกค้าเป็นเกษตรกรมากถึง 6.1 ล้านครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของครัวเรือนเกษตรกรทั่วประเทศ แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ ธ.ก.ส. น้อมนำมาใช้กับชุมชนต่างๆ นั้น หลักการจะไม่ต่างกัน เช่น ความพอเหมาะ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกัน รวมทั้งเงื่อนไขด้านคุณธรรม แต่ในเงื่อนไขด้านองค์ความรู้จะต้องแตกต่างไปในแต่ละชุมชน โดยจะปรับให้สอดคล้องกับภูมิสังคม การประกอบอาชีพของชุมชนนั้น เช่น ชุมชนที่สวี จ.ชุมพร เป็นชุมชนที่ปลูกปาล์มน้ำมัน กาแฟ ไม้ผล ธ.ก.ส. ก็ใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพเหล่านั้นเข้าไปช่วยเสริม โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรทั่วประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ธ.ก.ส.ทำงานแบบคู่ขนาน ทั้งด้านการเงิน และการพัฒนาชุมชน รวมกว่า 3,000 ชุมชนทั่วประเทศ
“จริงๆ แล้ว ธ.ก.ส.ไม่ได้มีองค์ความรู้เหล่านี้ทั้งหมด จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความคิด ประสานใจ และประสานงาน ผมมีความเชื่อ และบอกพนักงานเสมอว่า คนที่มีแนวคิดเชิงการสร้างชุมชนเข้มแข็ง มีอยู่มาก เราต้องไปประสานความคิดกับเขา เมื่อความคิดตรงกันแล้ว ก็ประสานใจให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วงานก็จะประสานกันได้ เมื่อเข้าไปทำงานในพื้นที่ ไม่ต้องกลัวว่า เราไม่มีความรู้ เพราะมีคนอยากจะช่วยเราเยอะ เพียงแต่เราเข้าไปเล่าให้เขาเข้าใจว่า ธ.ก.ส.ตั้งใจมาทำตรงนี้ พี่น้องเกษตรกรก็จะเป็นกำลังใจให้แก่เราด้วย”
ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชนว่า ชุมชนบ้านถลุงเหล็ก อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น เป็นชุมชนปลูกข้าว มีแนวคิดการนำเอาข้าวแปรรูป ทำแก้มลิงเก็บไว้ ในระดับชุมชน แล้วค่อยๆ นำไปสีและแปรสภาพเป็นข้าวสาร เป็นข้าวกล้องงอก ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าว ซึ่งตรงนี้จริงๆ ธ.ก.ส.ก็ไม่ได้มีความรู้เท่าไหร่ แต่ได้ประสานขอความรู้ เช่น ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ทำวิจัยน้ำสกัดจากมูลสุกร โดยนำมูลสุกรไปตากแห้ง แล้วนำไปใส่ถุงตาข่ายไปแช่น้ำ 24 ชม. นำน้ำสกัดที่ได้ไปฉีดพ่นทางใบให้ต้นข้าว สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ถึง 15-24% อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดีใจมาก ที่ ธ.ก.ส.มาเรียนรู้ แล้วนำไปเผยแพร่ให้ลูกค้า แล้วก็พาอาจารย์ไปทำงานในชุมชนต้นแบบด้วย ทำให้ได้องค์ความรู้ต่อยอดจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน
"อีกสิ่งหนึ่งที่ ธ.ก.ส.กำลังพยายามทำ และมีความยากพอสมควร คือ การเชื่อมโยงเครือข่าย ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ที่ อ.เกษตรพิสัย จ.ร้อยเอ็ด ลูกค้า ธ.ก.ส. รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ใช้ทุนจาก ธ.ก.ส. ไปลงทุนทำข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ที่คุณภาพดีที่สุด และใช้เทคโนโลยีด้านโรงสีที่ดีที่สุด มีเครื่องดีดเมล็ดข้าวที่ไม่ได้ขนาดออก มีการสร้างเครือข่าย มีชุมชนที่ส่งข้าวเข้าโรงสีของสหกรณ์นี้จำนวน 116 ชุมชน แล้วทำเป็นแก้มลิงเล็กๆ เก็บข้าวเปลือกไว้ส่งเข้าโรงสีนี้ ขณะที่ ธ.ก.ส.ทำหน้าที่เสริมสภาพคล่องด้านการเงินให้ทั้งระบบ พัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วเชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนอื่นๆ"
จากชุมชนที่ ธ.ก.ส.ลงพื้นที่ทำงาน รวมกว่า 3,000 ชุมชนทั่วประเทศ ธ.ก.ส.ได้คัดเลือกชุมชน 84 แห่ง เป็นศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้ ซึ่ง ณ วันนี้ ธ.ก.ส.มีศูนย์ต้นแบบครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ บางจังหวัดก็มีถึง 2 แห่ง โดย ธ.ก.ส.มุ่งหวังจะส่งต่อความรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และจะเพิ่มชุมชนต้นแบบให้มีมากขึ้น
ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวถึงส่วนขององค์กรว่า ธ.ก.ส.เน้นเรื่องการเป็นองค์กรภาครัฐที่ช่วยทางด้านการเงินให้แก่พี่น้องเกษตรกร นโยบายที่สำคัญที่ยึดมั่นมาโดยตลอด คือ การสร้างโอกาส ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนวินัยการออมในภาคครัวเรือน ถือเป็นภารกิจหลักของ ธ.ก.ส. ที่ปฏิบัติมา 45 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 และที่สำคัญ ธ.ก.ส.ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรสูงสุด การทำงานของ ธ.ก.ส. มีความคล้ายคลึงกับสถาบันทางการเงินของภาคเอกชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการระดมเงินฝาก ในอดีตที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ใช้พึ่งพาแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นทางภาครัฐที่นำไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือเงินจากนโยบายของภาครัฐ ของธนาคารในประเทศไทย ก็จะมีธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อทางด้านการเกษตรและชนบท
สำหรับจุดเปลี่ยนองค์กรสู่การพึ่งตนเองของ ธ.ก.ส. ช่วงแรก ธ.ก.ส.พึ่งพาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ที่ไม่สามารถจ่ายสินเชื่อทางการเกษตรได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จนในปี พ.ศ. 2530 ธ.ก.ส.เล็งเห็นความสำคัญในการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งใช้เงินกู้จากต่างประเทศซึ่งดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน
"ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินบาทลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ ธ.ก.ส.ขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จึงได้ตัดสินใจเลิกการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ หันมาประกาศนโยบายพึ่งพาแหล่งเงินทุนที่ระดมด้วยตัวเอง พึ่งพาตนเองในแง่การระดมทุน และใช้วิธีรณรงค์การฝากเงินอย่างเข้มข้น ปัจจุบัน ธ.ก.ส.หันมาพึ่งตนเองในแง่การระดมทุนกว่าร้อยละ 85 ของเงินทุนดำเนินการทั้งหมด มีผู้ฝากที่เป็นพี่น้องเกษตรกร ประชาชนทั่วไป ภาคราชการ ภาคเอกชน นับถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประมาณ 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินร้อยละ 85 ของทุนดำเนินการทั้งหมดของธนาคาร"
จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2549 ธ.ก.ส.ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาถือปฏิบัติ องค์กรหันกลับมาพึ่งพาตนเอง ลดการใช้บริการแหล่งเงินทุนภายนอกลง ทำให้การดำเนินการธนาคารมีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะวิกฤติครั้งไหนๆ ธ.ก.ส.ก็ยังสามารถสนับสนุนเงินทุนให้แก่เกษตรกรได้อย่างเพียงพอ
"ถือเป็นเกียรติสูงสุดของ ธ.ก.ส. ทั้งในส่วนของลูกค้าที่เป็นเกษตรกร และลูกค้าที่ใช้บริการเงินฝากของ ธ.ก.ส. มีความภาคภูมิใจในรางวัลนี้ เพราะเป็นรางวัลที่ได้รับจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์กร พนักงาน และลูกค้า"
...........................................
(สัมมาภาษณ์พิเศษ : ธกส.ภูมิใจ 'รางวัลพระราชทาน' จากการน้อมนำ 'เศรษฐกิจพอเพียง' มาปฏิบัติ)



