
'จอร์จ-คลูนีย์'เสี่ยงตายถ่ายวิกฤตซูดาน
'ยูทูบ' เผยคลิปวิดีโอเขย่าโลก! ชิ้นที่สอง 'จอร์จ คลูนีย์' เสี่ยงตายเข้าไปถ่ายทำวิกฤตใน 'ซูดาน'
16 มี.ค. 55 ในเว็บไซต์แบ่งปันคลิปวีดีโอ ยูทูบ ได้มีการเผยแพร่วีดีโอชุดที่สองในหนึ่งสัปดาห์ ที่ตอกย้ำความรุนแรงในซูดาน ที่นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวู้ด จอร์จ คลูนีย์ เดินทางอย่างผิดกฎหมาย และเสี่ยงอันตรายเข้าไปจนถึงพื้นที่ทางใต้ของซูดาน และได้เห็นสิ่งที่นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน บรรยายว่า เหมือนจะเป็นจรวดที่ผลิตในจีนพุ่งผ่านศีรษะไป
คลิปวีดีโอความยาว 4 นาที ของคลูนีย์ ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ยังเผยให้เห็นถึงการโจมตีพลเรือนในแถบเทือกเขานูบา ดินแดนที่ทางการสหรัฐระบุว่า อาจเผชิญวิกฤตความหิวโหยอย่างร้ายแรงในเร็ว ๆ นี้ และยังเป็นคลิปที่ออกมาในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากยูทูบเพิ่งจะเผยแพร่วีดีโอที่เขย่าโลกเกี่ยวกับ โจเซฟ โคนี่ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง เรียกตัวเองว่า กองกำลังต่อต้านของพระเจ้า ที่ลักพาตัวเด็กชาวอูกันดาไปทารุณกรรม และบังคับให้จับอาวุธ ซึ่งมีผู้เข้าชมมากกว่า 70 ล้านวิว
ส่วนวิดีโอของคลูนีย์ ที่เขาเขียนและกำกับเอง ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายจากชุมชนนูบา กำลังผลัก คลูนีย์ ให้หาที่กำบังตัว หลังเห็นจรวดพุ่งเข้าหาถ้ำบนภูเขา ไรอัน บอยเอ็ตต์ ชาวอเมริกันที่เข้าไปอาศัยอยู่ที่เทือกเขานูบา กล่าวว่า ทหารซูดานยิงจรวดที่ผลิตในจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่โจมตีพลเรือน เหยื่อจรวดส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันตัว เพราะไม่รู้ว่าจรวดกำลังพุ่งเข้าใส่ที่อยู่ของพวกเขา
เฮเลน ฮิวจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธขององค์การนิรโทษกรรมสากล ให้ความเห็นว่า จรวดเหล่านี้ มีพิสัยยิงไกล 60 กิโลเมตรและมีรัศมีในการทำลายล้างเป็นบริเวณกว้าง และเป็นจรวดที่ถูกส่งมาจากจีน และจีนไม่อาจหลีกเลี่ยงหลักฐานที่ว่า อาวุธเหล่านี้ถูกใช้สังหารพลเรือน
จรวดจากจีนเหล่านี้ ไม่มีระบบนำวิถีและยิงจากพื้นดิน มันถูกใช้โจมตีบริเวณเคาดา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพลเรือน มันถูกใช้โจมตีไม่เลือกหน้าและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
เมื่อวันพฤหัสบดี คลูนีย์ ได้เข้าพบประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ที่ทำเนียบขาว และได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวหลังจากนั้นว่า ข่าวดีสำหรับเราก็คือ ความรู้สึกได้ว่ามีความมุ่งมั่นระดับสูง ที่จะจัดการกับสถานการณ์ในซูดาน และยังมีความสนใจอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับจีนด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดเขาจึงหวังที่จะร่วมมือกับจีนในประเด็นซูดาน คลูนีย์ กล่าวว่า จีนเป็นชาติที่กระหายพลังงาน ซึ่ง 6 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันนำเข้ามาจากซูดาน ทำให้มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะสามารถนำสันติภาพไปสู่ภูมิภาคที่ขัดแย้งในซูดานได้ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ทางใต้ของซูดานอุดมไปด้วยน้ำมัน มีท่อส่งน้ำมันจำนวนมาก เมื่อเกิดความไม่สงบรบกวนการส่งออกน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนด้วย จึงเหมาะที่เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากจีน
ในระหว่างที่เข้าไปทำงานในซูดาน คลูนีย์ ได้ช่วยก่อตั้งโครงการดาวเทียม แซททะไลท์ เซนติเนล โปรเจ็ค ที่ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมสอดส่องสงครามในซูดาน และเมื่อวันพฤหัสบดีได้มีการเผยแพร่ภาพจากดาวเทียม ที่ถ่ายได้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม แสดงให้เห็นเครื่องบินอันโตนอฟ ทิ้งระเบิดโจมตีสถานที่สองแห่ง
เมื่อปีที่แล้ว ซูดานแยกตัวออกเป็นซูดานเหนือ และซูดานใต้ หลังทำสงครามกลางเมืองมานานหลายทศวรรษ เทือกเขานูบาเปรียบเสมือนฉากป้องกันซูดานเหนือ พลเรือนทั้งสองฝั่งแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติและศาสนา เนื่องจากประชากรฝั่งเหนือส่วนใหญ่เป็นอาหรับ
วิดีโอของคลูนีย์ ผลิตร่วมกับกลุ่มอีนัฟ โปรเจ็ค ที่มีภาพน่าสะพึงกลัวของเด็กชายคนหนึ่ง ที่มือทั้งสองข้างขาดเพราะการโจมตี และมีภาพคลูนีย์กำลังคุยกับเด็กชายอีกคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะถูกผ่าเอากระสุนออกจากร่างกาย ซึ่งคลูนีย์ได้ถามชายคนหนึ่งว่า นี่เป็นความพยายามกำจัดคนเหล่านี้เพราะเรื่องสีผิวใช่หรือไม่ ชายจากชุมชนนูบาตอบว่า เป็นความพยายามจะผลักดันชาวนูบาที่ผิวดำออกไป แล้วเอาพวกอาหรับเข้าไปแทนที่
ชาวนูบา ต่างหวาดกลัวเครื่องบินทิ้งระเบิดอันโตนอฟ และเมื่อมีการเสริมการโจมตีด้วยจรวดจากจีน พวกเขาก็ยิ่งหวาดกลัวจนไม่กล้าไปเก็บฟืนหรือตักน้ำมาทำอาหารให้เด็ก ๆ รัฐบาลซูดานไม่ยอมให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว แนนซี่ ลินบอร์ก เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ ได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการในวุฒิสภา ซึ่งคลูนีย์ เคยเข้าไปพูดก่อนเมื่อวันพุธว่า มีประชาชน 250,000 คน กำลังเผชิญวิกฤติหิวโหย
----------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ - AFP : http://www.youtube.com/watch?v=p89OuPODBMM)
----------



