ข่าว

มาร์คจี้รัฐพาวีระกลับปท.หลังอวดว่าทำได้

มาร์คจี้รัฐพาวีระกลับปท.หลังอวดว่าทำได้

16 มี.ค. 2555

"มาร์ค" จี้รัฐ พา ‘วีระ’ กลับประเทศ หลังอวดอ้างว่าทำได้ อัดรัฐไร้แผนคุมราคาพลังงาน ทำสินค้าแพงทั้งประเทศ ‘มาร์ค’ พร้อมร่วมเวทีกมธ.ปรองดอง

          วันที่ 16 มี.ค.55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่นายปรีชา สมความคิด น้องชายนายวีระ สมความคิด จะไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศกัมพูชาเพื่อขอให้ช่วยเหลือนายวีระออกจากการคุมขังของทางการกัมพูชาว่า ตนเข้าใจว่าครอบครัวของนายวีระต้องหาทุกวิถีทางในการช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะบอกว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับกัมพูชา สามารถนำนายวีระกลับมาไทยได้ ก็ต้องทำต่อเนื่องเพื่อช่วยให้กลับให้ได้
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า แต่สาเหตุที่ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากที่ผ่านมาในวาระที่ตนเป็นนายกฯ ได้พยามประสานกับกัมพูชาเพื่อให้ปล่อยนายวีระ แต่กัมพูชาอ้างข้อกฎหมาย ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ก็หมายความว่า กัมพูชาต้องหาวิธีการยกเว้นข้อกฎหมายเหล่านั้น รัฐบาลจึงต้องทำให้เต็มที่เพราะเคยบอกเองว่าทำได้ ทั้งนี้ ตนเห็นใจและเข้าใจครอบครัวนายวีระที่ต้องทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือนายวีระออกมาให้ได้

 

อัดรัฐไร้แผนคุมราคาพลังงาน ทำสินค้าแพงทั้งประเทศ


          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เศรษฐกิจเป็นกรณีพิเศษของนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง ภายหลังที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเพิ่มการจัดเก็บเงินอีกลิตรละ 1 บาทจากน้ำมันเบนซินเข้ากองทุนน้ำมัน ว่า ตราบใดก็ตามที่รัฐบาลยังไม่ทบทวนนโยบายลพลังงาน และไม่พิจารณาในเชิงโครงสร้างทั้งระบบ หรือคนในรัฐบาลเอง ยังเน้นไปที่การตอบโต้ทางการเมือง โดยอ้างถึงราคาสินค้าในเชิงเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดที่แล้วว่า ราคาถูกกว่าทั้งที่ไม่เป็นความจริงนั้น หากราคาสินค้าถูกกว่า อัตราเงินเฟ้อต้องเป็นลบ แต่ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อเป็นบวก แสดงว่าราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้คนในรัฐบาลก็ยอมรับว่าต้นทุนราคาของสินค้าถูกลง แต่ราคาของสินค้าที่ปลายทางกลับมีราคาสูงขึ้นจนผิดปกติ แสดงให้เห็นถึงการละเลยในการแก้ไขปัญหานี้ ตนจึงมองว่ารัฐบาลปล่อยให้เกิดโครงสร้างเช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้น จึงอยู่ที่ความใส่ใจว่า รัฐบาลมีหัวใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนหรือไม่ เพราะนายกฯก็เป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) หากเห็นว่าราคาพลังงานซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนก็ควรทบทวนการบริหารใหม่ และตอบคำถามของประชาชนซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้นำประเทศได้แล้ว
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลยังใช้แนวคิดเช่นนี้ ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงได้ และเป็นห่วงความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล ซึ่งนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ยอมรับว่า จะต้องชะลอการจัดเก็บตามนโยบายที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยทำมา แต่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับส่งสัญญาณว่าจะต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเต็มเพดาน ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์อยู่ตลอดเวลา และไม่ช่วยให้ราคาสินค้าลดลง เนื่องจากมีความไม่แน่นอนในเชิงนโยบาย จึงไม่แปลกใจที่รถสองแถวเตรียมที่จะขอขึ้นราคาคาโดยสารอีก เพราะทุกอาชีพก็ต้องปกป้องตัวเอง เนื่องจากได้รับผลกระทบในเชิงต้นทุน
 
          “อยากให้รัฐบาลมีกติกาที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่า จะดูแลน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท โดยสามารถบริหารไม่ให้กองทุนน้ำมันติดลบ มีความโปร่งใสในการจัดเก็บทั้งในส่วนของกองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิต ว่าจะจัดเก็บอย่างไร แต่รัฐบาลนี้กลับไม่มีหลักคิด จึงทำให้ไม่มีใครทราบว่า นโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพราะมีความไม่แน่นอนตลอดเวลา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า การประกาศลอยตัวพลังงานทุกชนิด สุดท้ายจะมีแต่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์หรือไม่ ภายหลังมีตัวเลขของรถยนต์ที่เปลี่ยนไปติดใช้ก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มมากกว่า 1 ล้านคัน หลังการประกาศลอยตัวพลังงาน นายอภิสิทธิ กล่าวว่า ตนเคยเตือนรัฐบาลมาหลายครั้งแล้วว่า รัฐบาลที่ผ่านๆมาเป็นคนชักชวนให้คนมาใช้เอ็นจีวี โดยทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เป็นก๊าซราคาถูก แต่เมื่อมีลูกค้าสร้างตลาดได้แล้ว และมีแนวโน้มว่าตลาดจะขยายตัวมากขึ้น กลับกำหนดนโยบายที่ทำให้ก๊าซเอ็นจีวีราคาแพง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่ง ปตท.ก็บอกว่าสามารถอุดหนุนในเรื่องก๊าซเอ็นจีวีได้ หากเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน
 
          “แต่ถ้ารัฐบาลมีวาระว่าอยากให้ ปตท.หุ้นสูงราคาดี มีกำไรเยอะๆ และให้ประชาชนแบกรับภาระก็เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่ประชาชนต้องรับรู้ และถ้าหากมีใครที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ผมคิดว่า สังคมต้องช่วยกันต่อต้าน เพราะผมเป็นห่วงว่าการบริหารงานที่ไร้ทิศทางกำลังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่บริหารจัดการปล่อยไปตามยถากรรม ประชาชนก็จะเดือดร้อนมาก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว




‘มาร์ค’ พร้อมร่วมเวทีกมธ.ปรองดอง

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาฯ เตรียมเปิดเวทีสาธารณะในวันที่ 21 มี.ค. เพื่อให้คณะผู้วิจัยของสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง และเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายเกี่ยวกับร่างรายงานวิจัยของสถาบันฯ ว่า ตนพร้อมจะไปร่วมให้ความเห็น หากเปิดโอกาส เพราะเมื่อจะเปิดรับฟังความเห็นก็อย่าไปสรุปล่วงหน้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นรายงานฉบับสมบูรณ์ว่าเป็นอย่างไร มีแต่นายวัฒนา เมืองสุข รองประธาน กมธ.ปรองดองเท่านั้นที่อ้างว่า มีรายงานฉบับสมบูรณ์แล้ว ซึ่งตนก็แปลกใจเพราะสถาบันพระปกเกล้าเอง ยังยืนยันว่า ยังไม่มีรายงานฉบับสมบูรณ์
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในร่างรายงานดังกล่าว ก็มีข้อบกพร่องผิดพลาดอยู่มากโดยเฉพาะเรื่องข้อเท็จจริง จึงจำเป็นต้องให้คณะผู้วิจัยต้องรับทราบประเด็นต่างๆเพื่อปรับปรุงการวิจัย เนื่องจากพบว่ามีหลายประเด็นที่ในรายงานไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญ อาทิ การกระทำผิดกฎหมาย หรือการที่มีการยอมรับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำผิดกฎหมาย ทั้งจากคำตัดสินของศาลและคนในสังคม ทั้งนี้ การเขียนข้อเท็จจริงในมุมมองที่ไม่ครบถ้วนมีอิทธิพลต่อข้อเสนอแนะ และข้อสรุปที่ไม่รอบด้าน ตนสังเกตว่าเวลาเขียนที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะในภาพรวมก็ไม่ลงรายละเอียดถึงที่มา ที่ไป เช่น การเขียนว่าปรองดองต้องให้อภัยด้วย
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อยังมีข้อบกพร่องก็ต้องเปิดโอกาสให้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ และไม่เห็นด้วยที่นายวัฒนาออกมายืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในร่างผลวิจัยฉบับนี้แล้ว เพราะนายวัฒนาไม่มีสิทธิแทรกแซงการทำงานของสถาบันพระปกเกล้า เพราะทางสถาบันก็ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปของการปรองดอง ซึ่งตนเข้าใจว่าทุกฝ่ายคงอยากให้มีการสรุปข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ต้องเข้าใจว่าหากข้อสรุปฝืนความเป็นจริงก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดความปรองดองไม่ได้
 
          “ที่น่าสนใจคือ คณะผู้วิจัยเองก็ระบุในรายงานว่าต้องค้นหาข้อเท็จจริง แสดงว่า ข้อเท็จจริงหลายอย่างยังไม่ได้ข้อสรุป แต่กลับมีการไปสรุปข้อเท็จจริงในรายงานบางเรื่องไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่อผลการศึกษา หากจำเป็นที่กมธ.ต้องขยายเวลา ก็ต้องทำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อพล.อ.สนธิ เป็นประธานกมธ.ปรองดอง ก็ไม่มีหน้าที่ไปรับใช้วาระของรัฐบาล หรือวาระของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะต้องเสร็จเมื่อใด เพื่อที่จะออกกฎหมาย โดยตั้งเป็นธงล่วงหน้า ทั้งที่ในร่างรายงานการศึกษาก็ไม่ได้บอกให้ต้องทำ ตรงกันข้าม มีการระบุด้วยซ้ำว่า การที่จะสร้างความปรองดองได้ ต้องมีบรรยากาศที่ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกันด้วย ดังนั้น ถ้ายังทำไม่เสร็จในสมัยประชุมนี้ก็ต้องขยายเวลาทำต่อในสมัยหน้า แต่ถ้าพยายามที่จะหักเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ ก็จะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งผิดหลักการที่ทางสถาบันพระปกเกล้าเสนอมา ซึ่งพล.อ.สนธิต้องทำความเข้าใจบ้าง อย่าฟังเฉพาะรองประธานกมธ. หรือเลขา กมธ.เท่านั้น
 
          “ขอให้พล.อ.สนธิแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเพื่ออธิบายต่อสังคม เพราะผมก็งงต่อท่าทีของท่าน เช่น การไปร่วมลงชื่อในญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมติ พล.อ.สนธิก็ไม่ได้ลงมติให้ ผมจึงไม่ทราบว่า พล.อ.สนธิ ยืนตรงไหน ดังนั้น ตัวท่านเองต้องทำความเข้าใจกับประเด็นต่างๆให้ชัดเจนเพราะอย่าลืมว่า เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง วันนี้ท่านต้องมีส่วนรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา แต่การรับผิดชอบไม่ใช่ปล่อยให้ใครมาลาก มาจูงไปทางไหนก็ได้ แต่ต้องทำความเข้าใจและแสดงความจุดยืนออกมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว