
'ท่าเรือแหลมฉบัง'โอกาสขนส่งทางทะเล
สร้างท่าเรือชายฝั่งแหลมฉบัง - สู่แผนรักษาโอกาสขนส่งทางทะเล : โดย ... มัทนา ลัดดาสิริพร
ในการจัดทำแผนวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ฉบับที่ 10 (ปีงบประมาณ 2553-2557) โดยกำหนดวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งไว้ในแผนพัฒนาและบริหารท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี นั่นคือการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งให้เพียงพอต่อการรองรับตู้สินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ และให้บริการในรูปแบบของท่าสาธารณะ ทั้งนี้ ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นจุดต้นทางและปลายทางของตู้สินค้าที่ขนส่งทางเรือชายฝั่งจากท่าเรืออื่นๆ ที่อยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย
ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา จ.สมุทรสาคร และท่าเรือที่อยู่ในแถบแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังยังไม่มีท่าเทียบเรือที่ให้บริการแก่เรือชายฝั่งเป็นการเฉพาะ ทำให้ไม่สามารถให้บริการแก่เรือชายฝั่งได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังมีต้นทุนที่สูงในการขนถ่ายสินค้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในการขนส่งตู้สินค้าไปยังท่าเทียบเรืออื่นๆ เพื่อนำสินค้าขึ้นเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจะนำเรือชายฝั่งเข้าเทียบยังท่าเรือต่างประเทศโดยตรง ซึ่งก็จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา นั่นก็คือ ทำให้ต้นทุนเรือคอยเทียบท่าสูงขึ้น และยังมีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการยกขนและการเคลื่อนย้ายตู้สินค้าที่ซ้ำซ้อนอีกด้วย ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กทท.จึงได้ว่าจ้างกลุ่มที่ปรึกษาให้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดในการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง ที่ท่าเรือแหลมฉบัง
ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้บริการในรูปแบบของท่าสาธารณะอย่างแท้จริง อันจะลดต้นทุนด้านการกระจายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ เพียงพอที่จะรองรับและสร้างความมั่นใจที่จะเพิ่มปริมาณการให้บริการขนส่งตู้สินค้าทางชายฝั่งและทางแม่น้ำมายังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเชิงกายภาพแล้ว ท่าเรือแหลมฉบัง มีพื้นที่ริมน้ำบริเวณก้นแอ่งจอดเรือที่ 1 ระหว่างท่าเทียบเรือ a1 และ a0 ความยาว 150 เมตร พร้อมพื้นที่สนับสนุนบนฝั่ง 43 ไร่
จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นท่าเทียบเรือชายฝั่ง ในขั้นตอนดำเนินการ กทท. ได้ว่าจ้างบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาเพื่อจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรมและการเงินของโครงการ ซึ่งคณะกรรมการกทท.ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2552 เห็นชอบรายงานการศึกษา รวมทั้งงบประมาณลงทุน แผนการลงทุนและรูปแบบการลงทุนของโครงการ โดยตั้งงบประมาณลงทุนในขณะนั้น(ปี 2553-2555) จำนวน 1,800 ล้านบาท
ข้อมูลการศึกษาต่อโครงการนี้ ทำให้ประเมินได้ว่า ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของไทย และสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพ(ท่าเรือคลองเตย) ได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบการกระจายสินค้าระหว่างท่าเรือแหลมฉบังกับพื้นที่หลังท่าส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 90 ใช้รูปแบบการขนส่งทางถนนเป็นหลัก โดยมีการขนส่งทางรางคิดเป็นร้อยละ 8 และขนส่งทางลำน้ำ เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น
จากนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้มีการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ในภาคการผลิต โดยสนับสนุนให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนระบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงาน เช่น ทางน้ำ ทางรถไฟ สนับสนุนให้เกิดการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และให้ปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้วยเหตุนี้แผนพัฒนาและบริหารท่าเรือแหลมฉบัง จึงมีแนวทางสำคัญที่จะพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง ให้เพียงพอต่อการรองรับตู้สินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ และให้บริการในรูปแบบของท่าสาธารณะ ขณะที่ผลการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์จากการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง อายุการใช้งาน 30 ปี พบว่า จะประหยัดค่าใช้จ่ายยานพาหนะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,721.93 ล้านบาท ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,525.39 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณในการขยายถนนและลดค่าบำรุงรักษา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,377.23 ล้านบาท ลดเงินอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 267.21 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 19.84%
"เราได้เตรียมการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง ซึ่งจะเป็นท่าเทียบเรือสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่ง และเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดยท่าเทียบเรือชายฝั่ง จะก่อสร้างที่บริเวณท่าเทียบเรือ a ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการอนุมัติแล้ว มีการออกแบบแล้ว คาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี โดยใช้งบประมาณที่ 2,000 ล้านบาท
คาดหมายว่าภายหลังการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ท่าเรือชายฝั่งแห่งนี้เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งประเทศในแถบอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงจะเข้ามาใช้บริการมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเพิ่มมูลค่าการขนส่งเป็น 10 ล้านตันต่อปี" เฉลิมเกียรติ สลักคำ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ให้ข้อมูลและว่า
ปัจจุบันในส่วนของท่าเรือแหลมฉบัง มีการขนส่งอยู่ที่ 2 แสนล้านตู้ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 แสนล้านตู้ ตามการเติบโตของภาคเศรษฐกิจ ส่วนการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งแฉลมฉบัง จะเริ่มการก่อสร้างได้ภายในปีนี้ จะแล้วเสร็จเปิดบริการ 2 ปีข้างหน้า ในพื้นที่ระหว่าง a0-a1 ซึ่งการขยายท่าเทียบเรือ เป็นกลยุทธ์ที่รองรับการให้บริการเรือชายฝั่ง และในท่าเรือชายฝั่งแห่งนี้ก็จะนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เช่น ระบบการยกสินค้าจากเรือ การจัดเรียงสินค้าพื้นที่ภายในท่าเรือ ฯลฯ
แผนงานการจัดสร้างท่าเรือชายฝั่งนับจากนี้ไป จึงมีความหมายต่อการสร้างศักยภาพให้แก่ท่าเรือแหลมฉบัง และเป็นการรักษาโอกาสในกิจการขนส่งทางทะเลให้คงอยู่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น
----------
(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ - รายงานพิเศษ - สร้างท่าเรือชายฝั่งแหลมฉบัง...สู่แผนรักษาโอกาสขนส่งทางทะเล : โดย ... มัทนา ลัดดาสิริพร)
----------



